วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตัวอย่าง Essay ของ 2 นักเรียนทีผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียน Maryland’s Johns​ Hopkins University

การสมัครเข้าเรียนต่อในต่างประเทศ “essay” ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า เพื่อนๆจะได้เข้าเรียนกับทางมหาวิทยาลัย หรือจะต้องผิดหวัง

โดยทั่วไปนักศึกษาจะไม่มีโอกาสได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเอง เช่น เกรด รวมไปถึงการได้กิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆ ผ่าน recommendation letter มากนัก

ซึ่ง essay นี้เองก็จะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยคาดหวังและเปิดโอกาสให้ว่าที่นักศึกษาแต่ละคน ได้แสดงให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นถึงแรงบันดาลใจและความคิดความอ่านของตัวเองครับ

maryland-baltimore-johns-hopkins-university

Essay ทั้ง 2 ชิ้นที่เพื่อนๆจะได้เห็นข้างล่างนี้ เป็น essay ที่ได้ช่วยให้นักศึกษา 2 คนผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่ Maryland’s Johns​ Hopkins University ซึ่งมีเรทการรับนักศึกษาอยู่ที่ประมาณ 12% ของผู้สมัครทั้งหมดเพื่อเข้าเรียนในฤดูใบไม้ร่วงปี 2015 นี้

นอกจากนี้ ด้านข้างของ essay จะมีจุดวงกลมอยู่ เพื่อนๆสามารถนำเม้าส์ไปชี้เพื่อนดูคำแนะนำจาก Ellen Kim ผู้อำนวยการของการรับสมัครระดับปริญญาตรี ว่าส่วนนั้นมีความน่าสนใจอย่างไรที่ทำให้ essay ทั้ง 2 ชิ้นนี้เข้าตาคณะกรรมการได้ครับ

Made with
LEARN MORE



แซ็งต์-ชาแปล

แซ็งต์-ชาแปล (ฝรั่งเศส: La Sainte-Chapelle, อังกฤษ: The Holy Chapel) เป็นโบสถ์น้อยของนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่กรุงปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมกอทิก แซ็งต์-ชาแปลอาจจะถือกันว่าเป็นงานชิ้นที่งดงามที่สุดของสถาปัตยกรรมแรยอน็องซึ่งเป็นสมัยหนึ่งของสถาปัตยกรรมกอทิก

สิ่งที่เด่นที่สุดของแซ็งต์-ชาแปลคือหน้าต่างประดับกระจกสีที่แคบและสูงและตกแต่งด้วยกระจกที่เป็นสีแพรวพราว หน้าต่างกุหลาบมาเพิ่มเติมบนชั้นบนของชาเปลภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ชาเปลที่เห็นในปัจจุบันเป็นงานที่สร้างใหม่ แต่สองในสามของหน้าต่างประดับกระจกสีเป็นหน้าต่างดั้งเดิม ชาเปลได้รับความเสียหายอย่างหนักในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อยอดและเบญจาถูกรื้อ และเรลิกกระจัดกระจายหายไป ยังคงเหลืออยู่แต่ “เรลิกแห่งแซ็งต์-ชาแปล” ที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส
แต่หีบเก็บวัตถุมงคลที่รวมทั้ง “grande châsse” ถูกหลอม แซ็งต์-ชาแปลถูกเวนคืนเป็นหอเอกสารในปี ค.ศ. 1803 หน้าต่างยาวสองเมตรต้องถูกรื้อออกเพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้มากขึ้นงานบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้รับการบันทึกอย่างถี่ถ้วนทำโดยเออแฌน วียอแล-เลอ-ดุกในปี ค.ศ. 1855 ถือกันโดยผู้ร่วมสมัยว่าเป็นงานบูรณปฏิสังขรณ์ชั้นเยี่ยมและเที่ยงตรงต่อภาพวาดและคำบรรยายดั้งเดิมของชาเปลที่ยังหลงเหลืออยู่
แซ็งต์-ชาแปลมีฐานะเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1862

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ส่วนประกอบที่สำคัญของแฟ้มสะสมผลงาน

    ส่วนประกอบของ Portfolio    

           การทำ Portfolio ไม่ใช่ว่ามีอะไรเราก็จับยัด ๆ ใส่ไปนะคะ หนาแต่ไม่มีคุณภาพก็สู้แบบบาง ๆ แต่ข้างในเจ๋งไม่ได้ค่ะ การ Portfolio ก็จะมีส่วนประกอบอยู่ 4 ส่วน คือส่วนของประวัติส่วนตัว, ส่วนของผลงานที่ผ่านมา, ส่วนของกิจกรรมที่ทำ และ ภาคผนวก ค่ะ แต่ละส่วนจะต้องเขียนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ


  ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว

          ถ้าเทียบแล้วพี่แป้งคิดว่าส่วนแรกเป็นส่วนเรียกน้ำย่อย แต่ไม่ใช่น้ำย่อยธรรมดานะคะ เป็นน้ำย่อยที่มีปริมาณมากพอที่จะย่อยอาหารจากหลักเราได้อย่างสวยงามเลยล่ะค่ะ ส่วนของประวัติส่วนตัวนั้นเป็นส่วนที่อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ทราบข้อมูลของเราแบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะไปถึงผลการเรียนหรือกิจกรรมที่ทำ เหมือนเป็นการแนะนำตัวเองอีกทางนึงค่ะ โดยส่วนแรกของ Portfolio จะมีส่วนประกอบดังนี้คือ

--> หน้าปก : การออกแบบหน้าปกมีโจทย์ง่าย ๆ สั้น ๆ นิดเดียวเลยคือ "ทำยังไงก็ได้ให้อาจารย์สอบสัมภาษณ์อยากหยิบขึ้นมาอ่าน" .... ไม่ง่ายเลยสินะ T_T เอาาแบบสะดุดตาเลยค่ะ แต่ไม่เอาแบบเอารูปตัวเองใส่ชุดนอน เปิดอก หรือ ใส่กางเกงขาดขึ้นปกนะคะ อันนั้นดึงดูดในทางที่ไม่ดีเลย ฮ่า ๆ หน้าปกที่ดีควรที่จะมีรูปของเรา ชื่อ นามสกุล โรงเรียน สายการเรียน ประกาศตัวเองให้ชัดเจนไปเลยค่ะ นอกจากอาจารย์จะเห็นภาพแล้วจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานเราด้วย

--> ปกใน : ปกในก็คือหน้าปกแผ่นแรกนั่นแหละค่ะ แต่เป็นเวอร์ชั่น Copy แผ่นแรกอาจจะเป็นกระดาษแข็งหรือกระดาษหอมนิด ๆ แต่ปกในเป็นแค่กระดาษ A4 ธรรมดาก็พอค่ะ

--> ประวัติส่วนตัว : เป็นส่วนที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราค่ะ ในส่วนนี้เป็นส่วนเนื้อหา เราสามารถทำเป็นแบบ 2 ภาษาได้ค่ะ คือ แบบภาษาไทย และ แบบภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะแสดงให้อาจารย์ท่านเห็นว่าเรามีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษกับ Portfolio ได้ค่ะ อันนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แล้วแต่ว่าจะทำหรือเปล่า แต่น้อง ๆ ที่เข้าในคณะ/สาขา/สถาบันที่เน้นภาษาอังกฤษส่วนนี้จะช่วยโกยคะแนนมากมายเลยค่ะ ทั้งคะแนนความประทับใจจากอาจารย์และคะแนนทักษาะการใช้ภาษา ในส่วนของประวัติส่วนตัวต้องประกอบไปด้วย
        * ชื่อ-นามสกุล ชื่อเล่น วันเดือนปีเกิด อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา จำนวนพี่น้อง
        * จบ/กำลังศึกษาอยู่ที่... ระดับชั้น... สายการเรียน...
        * ที่อยู่ทั้งที่อยู่ปัจจุบัน(ที่ติดต่อสะดวก) และ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ถ้าที่เดียวกัน
           ก็เขียนครั้งเดียวพอค่ะ
        * ชื่อบิดา-มารดา อายุ สถานที่ทำงาน และเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ และ ชื่อพี่น้อง(ถ้ามี)
        * ประวัติการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม แต่ละช่วงชั้นเรียนที่ไหน ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่
           แบ่งเป็นช่วง อ.1-3, ป.1-3, ป.4-6, ม.1-3 และ ม.4-6 ค่ะ (ทำเป็นตารางจะเห็นชัดเจน
           กว่านะคะ) มีหลักฐานอ้างอิงคือในแสดงผลการเรียนหรือทรานสคริป ให้ใส่ในส่วนของ
           ภาคผนวกค่ะ
        * ประวัติการศึกษาดูงาน / เข้าค่าย ถ้ามีการเข้าค่ายหรือได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน
           ช่วงไหนบ้าง ก็สามารถใส่ลงไปได้ค่ะ ที่สำคัญถ้าใส่สิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย
           จะเป็นอะไรที่เพอร์เฟคมากเลยค่ะ
        * เกียรติประวัติทางด้านการศึกษา / ด้านพฤติกรรม เช่น การประกวดเรียงความ
           ภาษาไทย เกียรติบัตรรางวัลต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาการ ทำเป็นตารางและแนบเอกสาร
           ไปในภาคผนวกค่ะ แยกออกเป็นด้านต่าง ๆ นะคะ(1 ตารางต่อ 1 ด้าน)
           อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ไม่สับสน (***เราจะกล่าวด้านหลังว่า อ้างอิงภาคผนวก
              เอกสารหน้าที่ ....)

        * กิจกรรมภายในโรงเรียน/ภายนอกโรงเรียน/กิจกรรมเพื่อส่วนรวม ทำเป็นตารางหรือ
          ทำเป็นลิสต์แต่ละข้อก็ได้ค่ะ จะไม่มีก็ได้ค่ะ

  ส่วนที่ 2 ผลงาน + คำนิยม

           ส่วนที่ 2 นี้เป็นการดึงเอาผลงานเด่น ๆ ของเรามาใส่ค่ะ ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนหัวใจของการทำ Portfolio เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นส่วนที่เราจะเสนอว่าเรามีความสามารถมากเพียงไหน อาจารย์สอบสัมภาษณ์บางท่านอาจจะเปิดผ่านในส่วนของประวัติส่วนตัวเราไปเลยก็ได้ค่ะ อย่าน้อยใจไปนะคะ แต่พี่แป้งรับรองเลยว่าไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่มองข้ามในส่วนของผลงานนี้ไปแน่ ๆ ค่ะ
           ส่วนผลงานนี้ต่างจากส่วนที่ 1 นะคะ ในส่วนที่ 1 เราจะบอกว่าเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีผลงาน เกียรติบัตรอะไรบ้าง แต่ในส่วนที่ 2 ส่วนผลงานนี้จะดึงเอาแต่ผลงานที่เด่น ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เอาที่เด่นและคิดว่าเกี่ยวข้องกับ คณะ/สาขา ที่เราเข้ามากที่สุด ถ้าคิดว่าไม่เกี่ยวข้องก็เอาที่โดดเด่นมากที่สุด ถ้ามีเยอะก็เอามาแค่ 2-3 ผลงานก็พอค่ะ แต่ต้องเด่นและเจ๋งจริงนะคะ  และเกียรติบัตรที่รับรองเราก็สามารถอ้างอิงได้จากภาคผนวกค่ะ

           ในส่วนผลงานนี้ควรมีทั้งคำบรรยายและภาพประกอบค่ะ ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาพที่ปริ้นออกมาเลยค่ะ ไม่ควรใช้เป็นรูปแปะลงกระดาษ เพราะว่าจะทำให้ Portfolio ของเราหนาแลดูไม่สวยงามค่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ควรเป็นภาพสีเพื่อความสวยงาม แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรนะคะ คือถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อาจารย์ท่านดูความตั้งใจของเราก่อนดูที่ผลงานนะคะ ในส่วนของคำบรรยายเราควรบรรยายว่าผลงานนั้น ๆ เราทำที่ไหน เมื่อไหร่ ทำหน้าที่อะไร และได้อะไรจากการทำผลงานนั้น ๆ ด้วยค่ะ รูปถาพไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเดียวนะคะ หลาย ๆ ภาพประกอบได้ แต่ใน 1 ผลงาน ไม่ควรที่จะเกิน 5 รูปค่ะ เพราะมันจะเยอะและรกเกินไป เลือกภาพที่เด็ด ๆ นะคะ

            ในส่วนของคำนิยม น้อง ๆ อาจจะ งง ว่า คำนิยม คืออะไร?? คำนิยมก็คือคำที่อาจารย์ได้เขียนถึงเราในเรื่องของนิสัย ความประพฤติ กิจกรรม ผลงาน  ในส่วนนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ค่ะ คำนิยมจะเป็นแบบพิมพ์หรือเขียนก็ได้ค่ะ สำคัญตรงที่ต้องมีลายเซ็นต์รับรองจากอาจารย์ผู้เขียนเท่านั้นเอง จะมีอาจารย์ที่เขียนคำนิยมมากว่า 1 ท่านก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ประจำวิชา ครูใหญ่ ผอ. ได้หมดเลยค่ะ ในส่วนนี้ต้องทำเรื่องขอกันสักหน่อยนะคะ ถ้าใครที่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ข้ามไปทำในส่วนที่ 3 ได้เลย


  ส่วนที่ 3 กิจกรรม

            ส่วนกิจกรรมก็คล้าย ๆ กับผลงานเลยค่ะ แต่จะเป็นกิจกรรมแทน ในส่วนผลงานอาจจะเป็นการประกวด ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน การเล่นกีฬา หรือเกียรติบัตรจากการทำความดี เป็นต้น แต่กิจกรรมจะเน้นไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้านวิชาการค่ะ เช่น ความสามารถพิเศษต่าง ๆ กิจกรรมกีฬาสี การเป็นประธานรุ่น เป็นประธานเชียร์ งานแสดงตามวันสำคัญต่าง ๆ การเป็นตัวแทนโรงเรียนถือป้ายโรงเรียน เป็นต้นค่ะ ลักษณะการทำก็คล้าย ๆ กับส่วนผลงาน คือมีการบรรยายว่ากิจกรรมนั้นทำที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เรามีส่วนร่วมอะไร และเราได้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้น ๆ ค่ะ

  ส่วนที่ 4 ภาคผนวก

            ส่วนนี้เป็นส่วนที่รวมเอกสารทั้งหมดค่ะ เอกสารหลักฐานนั้นเราจะไม่เอาไปใส่ในตัวของเนื้อหนานะคะ เราจะเก็บไว้ในส่วนนี้และใช้วิธีการอ้างอิงค่ะ เอกสารที่อยู่ในส่วนนี้ก็เช่น

           * สำเนาใบแสดงผลการเรียน(ทรานสคริป ปพ.1)
           * สำเนาเกียรติบัตรต่าง ๆ (เรียงตาม พ.ศ.)
           * ภาพถ่ายอื่น ๆ มากกว่าที่ใส่ในส่วนของผลงานและกิจกรรม(ประมวลภาพ ใส่ได้เต็มที่)
    
            ที่สำคัญของส่วนนี้คือต้องเรียงเลขหน้าด้วย เวลาที่เราไปใช้อ้างอิงจะได้เรียกใช้ได้อย่างถูกต้อง ... ก็ครบแล้วสำหรับการทำ Portfolio ทั้ง 4 ส่วนนะคะ รีบทำวันนี้จะได้มีเวลาแก้เผื่อผิดพลาดนะคะ

 
 

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เอ็นทรานซ์ 4.0

“เอ็นทรานซ์ 4.0 หรือ เอ็นทรานซ์ 61”

เป็นการสอบระบบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2561 ซึ่งจะเปิดสอบ “พร้อมกันทั่วประเทศ” เพียงครั้งเดียวโดยใช้ข้อสอบกลาง (หากมหาวิทยาลัยไหนจะจัดสอบเองต้องขออนุญาตก่อน) และน้องๆ สามารถนำคะแนนที่ได้มายื่นสมัครเลือกคณะที่ต้องการได้ 4 อันดับ มีสิทธิ์ในการยื่น คะแนนตามระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง

ซึ่งกระบวนการตามระบบคือ

  1. นักเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอบปลายภาคเรียบร้อยแล้ว
  2. เปิดสอบ GAT PAT และ 9 วิชาสามัญ (สอบประมาณช่วงกลางมีนาคม 2561)
  3. นำคะแนนที่ได้ ไปยื่นเลือกคณะที่ต้องการ 4 อันดับ
  4. มหาวิทยาลัยคัดเลือกนักศึกษา ส่งชื่อเข้าระบบเคลียริ่ง #เคลียริ่งรอบที่1
  5. เปิดให้นักเรียนที่ไม่ติดคณะที่ต้องการ ในรอบแรก ยื่นคะแนนรอบที่2
  6. นักเรียนผ่านการคัดเลือก #เคลียริ่งรอบ2
ซึ่งระหว่างที่มีการสอบ ยื่นคะแนน และมหาวิทยาลัยทำการคัดเลือกอยู่นั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการจะไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเปิดสอบรับตรงใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อลดปัญหาเด็กต้องวิ่งสอบหลายสนาม รวมถึงลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หากน้องๆ คือนักเรียนที่จะจบการศึกษาและเข้าสอบระบบเอนทรานซ์ 4.0 อย่าเพิ่งตกใจหรือหวั่นไหวกับระบบเอนทรานซ์ 4.0 มากไปเพราะ ระบบการสอบเปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าการสอบจะลดน้อยลง แต่เป็นเพียง “การเลื่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกไป” จากเดิมต้องสอบช่วงเทอม2ของม. 6 เปลี่ยนเป็นสอบหลังจากจบม. 6

เมื่อระบบเปลี่ยน เราจะปรับตัวกันอย่างไรล่ะ?

ลองดู 6 สเต็ป แรกเริ่มรับมือเอนทรานซ์ 4.0 กันก่อนดีกว่าแล้วจะรู้ว่า “ยากเกินกว่าความพยายามของเรา ไม่มีจริง!”
  1. วางแผนการอ่านหนังสือให้ดี เพราะการสอบเอนทรานซ์ 4.0 ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แต่อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะถ้านับวันเวลาตามจริง  เด็ก’61 จะมีเวลาเตรียมตัวสอบเข้า มหาวิทยาลัย นับจากนี้เพียง 1 ปีกว่าๆ เท่านั้น
  1. อัพเดทข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ 
  1. เรื่องเรียนอย่าทิ้ง ทบทวน ทำคะแนนสอบในรั้วโรงเรียน ซิวเกรดสวยๆ มาครอบครองไว้ก่อน
  1. อย่าลืมค้นหาสถิติคะแนน คณะที่ตัวเองชื่นชอบมาตั้งเป็นมาตรฐานให้ตัวเองไว้ จะได้รู้ว่าเราต้องทำคะแนนสอบมากเท่าไหร่ ถึงมีโอกาสได้เข้าเรียนคณะที่ใฝ่ฝัน ในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ
  1. ระบบเปลี่ยนไปแต่การสอบยังมีเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือความพยายามของเราต้องx2 เพราะการสอบเอนทรานซ์ 4.0 “สอบครั้งเดียว” ไม่มีโอกาสแก้ตัวนะจ๊ะ!
  1. หมั่นหาสนามจำลอง เช่น การสอบ Mock Exam สนามสอบจำลอง ที่ให้น้องๆ ได้ทดลอง ทำข้อสอบระดับมาตรฐานภายในเวลาจำกัดได้คะแนนผลสอบจริง แถมได้สัมผัสบรรยากาศการสอบที่เหมือนการสอบจริงสุดๆ ฯลฯ การทดลองสอบบ่อยครั้ง จะช่วยให้น้องๆ ได้ทบทวนความรู้วัดความสามารถของตัวเอง และเป็นการฝึกใจให้พร้อมรับกับความกดดันขณะสอบจริงอีกด้วย