วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

10 วิธีแพ็คกระเป๋าเดินทางแบบมืออาชีพ เรียนรู้ไว้รับรองไม่ผิดหวัง!!

เคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับการจัดกระเป๋าเดินทางนี้ไม่ใช่เรื่องยากและเยอะเลย ลองทำบ่อยๆ ให้เป็นนิสัย แล้วจะรู้ว่าที่เรากล่าวนี้ มันแค่นิดเดียวจริงๆ นะ.. ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าไปเที่ยวกันเลยค่า


1. ไม่ควรพับเสื้อ แต่ควรม้วนเสื้อ จะทำให้เก็บเสื้อผ้าได้เยอะกว่า และเสื้อผ้าจะยับน้อยกว่า
* สำหรับผู้หญิง เคล็ดลับนี้อาจจะยุ่งยากหน่อย เพราะเราไม่ได้อยากใส่แต่เสื้อยืดนี่นา เราอยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ มีเท็กเจอร์นู่นนี่นั่นถ่ายรูปสวยๆ ดังนั้นการม้วนเสื้อแล้วประหยัดพื้นที่นี้จึงอาจจะใช้งานได้จริงเพียงบางส่วน (แล้วไหนจะบราของเราอีกล่ะ เปลืองพื้นที่เพราะฟองน้ำสุดๆ เลยนะ)

2. ใช้ถุงสูญญากาศ ในการเก็บของชิ้นใหญ่ๆ เช่น เสื้อผ้ากันหนาว จะทำให้ประหยัดพื้นที่ได้อีกเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้เรายังจะได้ใช้ถุงสูญญากาศในการแพ็คเก็บเสื้อผ้าที่ใช้แล้วให้เรียบร้อยได้อีกด้วย

3. ใช้หลักการเก็บของแบบ พิรามิด นั่นคือ วางของใหญ่ๆ ไว้ด้านล่างแล้วค่อยเรียงสิ่งของเล็กๆ ไว้ด้านบน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากมีกางเกงยีนส์ กางเกงขายาว ให้วางเรียงยาวตามแนวยาวของกระเป๋าเดินทาง โดยไม่ต้องม้วนพับ จากนั้นให้วางเสื้อผ้าที่ม้วนแล้วของเราเอาไว้ในช่องตรงกลาง จากนั้นค่อยพับขากางเกงมาไว้ตรงกลาง วิธีนี้จะทำให้ขากางเกงเราเป็นเหมือนที่ห่อหุ้มสิ่งของตรงกลางกระเป๋าได้เลยค่ะ


4. พกเสื้อกันฝน ดีกว่าพกร่ม ทั้งเบากว่า ประหยัดพื้นที่มากกว่า จะซื้อแบบใช้แล้วทิ้งก็ดี เผื่อมีพื้นที่กระเป๋าไม่เพียงพอ เราจะได้ทิ้งเสื้อกันฝนนั้นได้เลย

5. ซื้อเครื่องสำอางค์หรือครีมบำรุงต่างๆ ขนาดสำหรับเดินทาง เป็นเรื่องพื้นฐานที่คงไม่ต้องบอกกันแล้วเนอะในข้อนี้ ^^ ไม่จำเป็นต้องซื้อที่บรรจุใหม่ เราอาจจะใช้ยี่ห้อเดิมนั้น แต่ลองซื้อขนาดทดลองมาไว้ใช้ เมื่อใช้หมดแล้วก็เอากล่องนั้นไว้เติมครีมบำรุงสำหรับพกพา หรือจะแบ่งใส่ตลับคอนแทคเลนส์ก็สะดวกดีค่ะ

6. ของกระจุกกระจิกต่างๆ เก็บยังไง? ม้วนถุงเท้าใส่ไว้ในรองเท้า จะได้หาไม่ยาก, เก็บต่างหู แหวน สร้อย ไว้ในกล่องเก็บยาที่แบ่งเป็นช่องๆ, ม้วนสายชาร์ต USB ต่างๆ ไว้ในกล่องใส่แว่นตา เหล่านี้จะทำให้ของเรามีระเบียบมากยิ่งขึ้น



7. ชุดสุดหรู เสื้อสูท ควรเก็บไว้แบบนี้ค่ะ เก็บไว้ในถุงเก็บเสื้อที่มีไม้แขวนพร้อม ไม่ควรยัดลงไปในกระเป๋าแน่นๆ ของเรา (ในกรณีที่เอาชุดหรูไปด้วยไม่กี่ตัวนะคะ)

8. อย่าพกยามากเกินความจำเป็น เลือกเพียงบางส่วนที่จำเป็นจริงๆ ที่ขาดไม่ได้ และเพียงพอสำหรับเหตุฉุกเฉิน * รวบรวมเก็บยาเหล่านี้ไว้ในถุงซิปล๊อค อย่าให้กระจัดกระจาย และอย่าลืมระบุไว้ดีๆ ว่ายาไหนใช้กับอะไร

9. อย่าปล่อยให้กระเป๋าเดินทางมีพื้นที่ว่าง เพราะจะทำให้ของในกระเป๋าเดินทางของเรากระจัดกระจายได้ง่ายๆ หากมีพื้นที่ว่าง ควรยัดกระดาษขยำๆ ให้เต็มพื้นที่ หรือจะใช้หมอนรองคอหรืออะไรก็ได้ที่เป็นแบบเป่าลมเติมเข้าไป หากขากลับจะต้องใช้พื้นที่เหล่านั้น เราก็แค่เอาลมออก , การยัดตุ๊กตาไปด้วยจะดีแต่ขาไป ส่วนขากลับนั้นเราอาจจะช๊อปปิ้งจนกระเป๋าตุงได้


10. เลือกแต่ของที่จำเป็นจริงๆ เอกสาร คู่มือต่างๆ บางอย่างนั้นเราสามารถ Scan เก็บไว้ในโทรศัพท์ของเราได้ ไม่ต้องขนไปให้หนักกระเป๋า ถ้าจะให้ดีควรส่งเข้าอีเมล์เราไว้ด้วย หากมือถือหายไปเรายังอาจจะหาอินเตอร์เน็ตเพื่อดึงข้อมูลนี้มาได้, ไดร์ฟเป่าผม หน้ากากใส่ดำน้ำนั้นเราสามารถไปหาที่ปลายทางได้ค่ะ เน้นเดินทางแบบตัวเบาๆ เที่ยวสนุกๆ ก็พอนะ
และส่งท้ายอีกเล็กน้อย กับเคล็ดลับดีๆ
– ม้วนหูฟังแล้วหาสายรัด หรือจะเก็บไว้ในถุงผ้าเล็กๆ ก็ดีนะคะ ทำให้สายไม่พันกันด้วยค่ะ
– ของที่แตกหักง่าย เก็บไว้ในรองเท้า จะทำให้ลดแรงกระแทกได้เยอะเลยนะคะ
– รองเท้าสกปรก แถมลืมเอาถุงพลาสติกพกไปด้วย ก็มองหาหมวกอาบน้ำในห้องน้ำโรงแรมเลยค่ะ เอามาครอบรองเท้าเรา
– ป้องกันชุดชั้นในไม่ให้หักงอ จะเอาถุงเท้าม้วนใส่ช่องว่างก็ดีนะคะ (ถุงเท้าสะอาดๆ น๊า)
* ทำรายการสิ่งของที่ต้องใช้ ที่จำเป็น จดไว้เป็นข้อๆ จะได้ไม่พลาดของที่ต้องการ
* ตรวจสอบสถานที่ปลายทาง และฤดูกาลให้เหมาะสม เราจะได้เตรียมสิ่งของไปแต่พอดี

ตัวอย่าง Essay ของ 2 นักเรียนทีผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียน Maryland’s Johns​ Hopkins University

การสมัครเข้าเรียนต่อในต่างประเทศ “essay” ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า เพื่อนๆจะได้เข้าเรียนกับทางมหาวิทยาลัย หรือจะต้องผิดหวัง

โดยทั่วไปนักศึกษาจะไม่มีโอกาสได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเอง เช่น เกรด รวมไปถึงการได้กิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆ ผ่าน recommendation letter มากนัก

ซึ่ง essay นี้เองก็จะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยคาดหวังและเปิดโอกาสให้ว่าที่นักศึกษาแต่ละคน ได้แสดงให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นถึงแรงบันดาลใจและความคิดความอ่านของตัวเองครับ

maryland-baltimore-johns-hopkins-university

Essay ทั้ง 2 ชิ้นที่เพื่อนๆจะได้เห็นข้างล่างนี้ เป็น essay ที่ได้ช่วยให้นักศึกษา 2 คนผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่ Maryland’s Johns​ Hopkins University ซึ่งมีเรทการรับนักศึกษาอยู่ที่ประมาณ 12% ของผู้สมัครทั้งหมดเพื่อเข้าเรียนในฤดูใบไม้ร่วงปี 2015 นี้

นอกจากนี้ ด้านข้างของ essay จะมีจุดวงกลมอยู่ เพื่อนๆสามารถนำเม้าส์ไปชี้เพื่อนดูคำแนะนำจาก Ellen Kim ผู้อำนวยการของการรับสมัครระดับปริญญาตรี ว่าส่วนนั้นมีความน่าสนใจอย่างไรที่ทำให้ essay ทั้ง 2 ชิ้นนี้เข้าตาคณะกรรมการได้ครับ

Made with
LEARN MORE



แซ็งต์-ชาแปล

แซ็งต์-ชาแปล (ฝรั่งเศส: La Sainte-Chapelle, อังกฤษ: The Holy Chapel) เป็นโบสถ์น้อยของนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่กรุงปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมกอทิก แซ็งต์-ชาแปลอาจจะถือกันว่าเป็นงานชิ้นที่งดงามที่สุดของสถาปัตยกรรมแรยอน็องซึ่งเป็นสมัยหนึ่งของสถาปัตยกรรมกอทิก

สิ่งที่เด่นที่สุดของแซ็งต์-ชาแปลคือหน้าต่างประดับกระจกสีที่แคบและสูงและตกแต่งด้วยกระจกที่เป็นสีแพรวพราว หน้าต่างกุหลาบมาเพิ่มเติมบนชั้นบนของชาเปลภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ชาเปลที่เห็นในปัจจุบันเป็นงานที่สร้างใหม่ แต่สองในสามของหน้าต่างประดับกระจกสีเป็นหน้าต่างดั้งเดิม ชาเปลได้รับความเสียหายอย่างหนักในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อยอดและเบญจาถูกรื้อ และเรลิกกระจัดกระจายหายไป ยังคงเหลืออยู่แต่ “เรลิกแห่งแซ็งต์-ชาแปล” ที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส
แต่หีบเก็บวัตถุมงคลที่รวมทั้ง “grande châsse” ถูกหลอม แซ็งต์-ชาแปลถูกเวนคืนเป็นหอเอกสารในปี ค.ศ. 1803 หน้าต่างยาวสองเมตรต้องถูกรื้อออกเพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้มากขึ้นงานบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้รับการบันทึกอย่างถี่ถ้วนทำโดยเออแฌน วียอแล-เลอ-ดุกในปี ค.ศ. 1855 ถือกันโดยผู้ร่วมสมัยว่าเป็นงานบูรณปฏิสังขรณ์ชั้นเยี่ยมและเที่ยงตรงต่อภาพวาดและคำบรรยายดั้งเดิมของชาเปลที่ยังหลงเหลืออยู่
แซ็งต์-ชาแปลมีฐานะเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1862

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ส่วนประกอบที่สำคัญของแฟ้มสะสมผลงาน

    ส่วนประกอบของ Portfolio    

           การทำ Portfolio ไม่ใช่ว่ามีอะไรเราก็จับยัด ๆ ใส่ไปนะคะ หนาแต่ไม่มีคุณภาพก็สู้แบบบาง ๆ แต่ข้างในเจ๋งไม่ได้ค่ะ การ Portfolio ก็จะมีส่วนประกอบอยู่ 4 ส่วน คือส่วนของประวัติส่วนตัว, ส่วนของผลงานที่ผ่านมา, ส่วนของกิจกรรมที่ทำ และ ภาคผนวก ค่ะ แต่ละส่วนจะต้องเขียนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ


  ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว

          ถ้าเทียบแล้วพี่แป้งคิดว่าส่วนแรกเป็นส่วนเรียกน้ำย่อย แต่ไม่ใช่น้ำย่อยธรรมดานะคะ เป็นน้ำย่อยที่มีปริมาณมากพอที่จะย่อยอาหารจากหลักเราได้อย่างสวยงามเลยล่ะค่ะ ส่วนของประวัติส่วนตัวนั้นเป็นส่วนที่อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ทราบข้อมูลของเราแบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะไปถึงผลการเรียนหรือกิจกรรมที่ทำ เหมือนเป็นการแนะนำตัวเองอีกทางนึงค่ะ โดยส่วนแรกของ Portfolio จะมีส่วนประกอบดังนี้คือ

--> หน้าปก : การออกแบบหน้าปกมีโจทย์ง่าย ๆ สั้น ๆ นิดเดียวเลยคือ "ทำยังไงก็ได้ให้อาจารย์สอบสัมภาษณ์อยากหยิบขึ้นมาอ่าน" .... ไม่ง่ายเลยสินะ T_T เอาาแบบสะดุดตาเลยค่ะ แต่ไม่เอาแบบเอารูปตัวเองใส่ชุดนอน เปิดอก หรือ ใส่กางเกงขาดขึ้นปกนะคะ อันนั้นดึงดูดในทางที่ไม่ดีเลย ฮ่า ๆ หน้าปกที่ดีควรที่จะมีรูปของเรา ชื่อ นามสกุล โรงเรียน สายการเรียน ประกาศตัวเองให้ชัดเจนไปเลยค่ะ นอกจากอาจารย์จะเห็นภาพแล้วจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานเราด้วย

--> ปกใน : ปกในก็คือหน้าปกแผ่นแรกนั่นแหละค่ะ แต่เป็นเวอร์ชั่น Copy แผ่นแรกอาจจะเป็นกระดาษแข็งหรือกระดาษหอมนิด ๆ แต่ปกในเป็นแค่กระดาษ A4 ธรรมดาก็พอค่ะ

--> ประวัติส่วนตัว : เป็นส่วนที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราค่ะ ในส่วนนี้เป็นส่วนเนื้อหา เราสามารถทำเป็นแบบ 2 ภาษาได้ค่ะ คือ แบบภาษาไทย และ แบบภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะแสดงให้อาจารย์ท่านเห็นว่าเรามีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษกับ Portfolio ได้ค่ะ อันนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แล้วแต่ว่าจะทำหรือเปล่า แต่น้อง ๆ ที่เข้าในคณะ/สาขา/สถาบันที่เน้นภาษาอังกฤษส่วนนี้จะช่วยโกยคะแนนมากมายเลยค่ะ ทั้งคะแนนความประทับใจจากอาจารย์และคะแนนทักษาะการใช้ภาษา ในส่วนของประวัติส่วนตัวต้องประกอบไปด้วย
        * ชื่อ-นามสกุล ชื่อเล่น วันเดือนปีเกิด อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา จำนวนพี่น้อง
        * จบ/กำลังศึกษาอยู่ที่... ระดับชั้น... สายการเรียน...
        * ที่อยู่ทั้งที่อยู่ปัจจุบัน(ที่ติดต่อสะดวก) และ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ถ้าที่เดียวกัน
           ก็เขียนครั้งเดียวพอค่ะ
        * ชื่อบิดา-มารดา อายุ สถานที่ทำงาน และเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ และ ชื่อพี่น้อง(ถ้ามี)
        * ประวัติการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม แต่ละช่วงชั้นเรียนที่ไหน ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่
           แบ่งเป็นช่วง อ.1-3, ป.1-3, ป.4-6, ม.1-3 และ ม.4-6 ค่ะ (ทำเป็นตารางจะเห็นชัดเจน
           กว่านะคะ) มีหลักฐานอ้างอิงคือในแสดงผลการเรียนหรือทรานสคริป ให้ใส่ในส่วนของ
           ภาคผนวกค่ะ
        * ประวัติการศึกษาดูงาน / เข้าค่าย ถ้ามีการเข้าค่ายหรือได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน
           ช่วงไหนบ้าง ก็สามารถใส่ลงไปได้ค่ะ ที่สำคัญถ้าใส่สิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย
           จะเป็นอะไรที่เพอร์เฟคมากเลยค่ะ
        * เกียรติประวัติทางด้านการศึกษา / ด้านพฤติกรรม เช่น การประกวดเรียงความ
           ภาษาไทย เกียรติบัตรรางวัลต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาการ ทำเป็นตารางและแนบเอกสาร
           ไปในภาคผนวกค่ะ แยกออกเป็นด้านต่าง ๆ นะคะ(1 ตารางต่อ 1 ด้าน)
           อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ไม่สับสน (***เราจะกล่าวด้านหลังว่า อ้างอิงภาคผนวก
              เอกสารหน้าที่ ....)

        * กิจกรรมภายในโรงเรียน/ภายนอกโรงเรียน/กิจกรรมเพื่อส่วนรวม ทำเป็นตารางหรือ
          ทำเป็นลิสต์แต่ละข้อก็ได้ค่ะ จะไม่มีก็ได้ค่ะ

  ส่วนที่ 2 ผลงาน + คำนิยม

           ส่วนที่ 2 นี้เป็นการดึงเอาผลงานเด่น ๆ ของเรามาใส่ค่ะ ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนหัวใจของการทำ Portfolio เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นส่วนที่เราจะเสนอว่าเรามีความสามารถมากเพียงไหน อาจารย์สอบสัมภาษณ์บางท่านอาจจะเปิดผ่านในส่วนของประวัติส่วนตัวเราไปเลยก็ได้ค่ะ อย่าน้อยใจไปนะคะ แต่พี่แป้งรับรองเลยว่าไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่มองข้ามในส่วนของผลงานนี้ไปแน่ ๆ ค่ะ
           ส่วนผลงานนี้ต่างจากส่วนที่ 1 นะคะ ในส่วนที่ 1 เราจะบอกว่าเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีผลงาน เกียรติบัตรอะไรบ้าง แต่ในส่วนที่ 2 ส่วนผลงานนี้จะดึงเอาแต่ผลงานที่เด่น ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เอาที่เด่นและคิดว่าเกี่ยวข้องกับ คณะ/สาขา ที่เราเข้ามากที่สุด ถ้าคิดว่าไม่เกี่ยวข้องก็เอาที่โดดเด่นมากที่สุด ถ้ามีเยอะก็เอามาแค่ 2-3 ผลงานก็พอค่ะ แต่ต้องเด่นและเจ๋งจริงนะคะ  และเกียรติบัตรที่รับรองเราก็สามารถอ้างอิงได้จากภาคผนวกค่ะ

           ในส่วนผลงานนี้ควรมีทั้งคำบรรยายและภาพประกอบค่ะ ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาพที่ปริ้นออกมาเลยค่ะ ไม่ควรใช้เป็นรูปแปะลงกระดาษ เพราะว่าจะทำให้ Portfolio ของเราหนาแลดูไม่สวยงามค่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ควรเป็นภาพสีเพื่อความสวยงาม แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรนะคะ คือถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อาจารย์ท่านดูความตั้งใจของเราก่อนดูที่ผลงานนะคะ ในส่วนของคำบรรยายเราควรบรรยายว่าผลงานนั้น ๆ เราทำที่ไหน เมื่อไหร่ ทำหน้าที่อะไร และได้อะไรจากการทำผลงานนั้น ๆ ด้วยค่ะ รูปถาพไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเดียวนะคะ หลาย ๆ ภาพประกอบได้ แต่ใน 1 ผลงาน ไม่ควรที่จะเกิน 5 รูปค่ะ เพราะมันจะเยอะและรกเกินไป เลือกภาพที่เด็ด ๆ นะคะ

            ในส่วนของคำนิยม น้อง ๆ อาจจะ งง ว่า คำนิยม คืออะไร?? คำนิยมก็คือคำที่อาจารย์ได้เขียนถึงเราในเรื่องของนิสัย ความประพฤติ กิจกรรม ผลงาน  ในส่วนนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ค่ะ คำนิยมจะเป็นแบบพิมพ์หรือเขียนก็ได้ค่ะ สำคัญตรงที่ต้องมีลายเซ็นต์รับรองจากอาจารย์ผู้เขียนเท่านั้นเอง จะมีอาจารย์ที่เขียนคำนิยมมากว่า 1 ท่านก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ประจำวิชา ครูใหญ่ ผอ. ได้หมดเลยค่ะ ในส่วนนี้ต้องทำเรื่องขอกันสักหน่อยนะคะ ถ้าใครที่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ข้ามไปทำในส่วนที่ 3 ได้เลย


  ส่วนที่ 3 กิจกรรม

            ส่วนกิจกรรมก็คล้าย ๆ กับผลงานเลยค่ะ แต่จะเป็นกิจกรรมแทน ในส่วนผลงานอาจจะเป็นการประกวด ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน การเล่นกีฬา หรือเกียรติบัตรจากการทำความดี เป็นต้น แต่กิจกรรมจะเน้นไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้านวิชาการค่ะ เช่น ความสามารถพิเศษต่าง ๆ กิจกรรมกีฬาสี การเป็นประธานรุ่น เป็นประธานเชียร์ งานแสดงตามวันสำคัญต่าง ๆ การเป็นตัวแทนโรงเรียนถือป้ายโรงเรียน เป็นต้นค่ะ ลักษณะการทำก็คล้าย ๆ กับส่วนผลงาน คือมีการบรรยายว่ากิจกรรมนั้นทำที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เรามีส่วนร่วมอะไร และเราได้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้น ๆ ค่ะ

  ส่วนที่ 4 ภาคผนวก

            ส่วนนี้เป็นส่วนที่รวมเอกสารทั้งหมดค่ะ เอกสารหลักฐานนั้นเราจะไม่เอาไปใส่ในตัวของเนื้อหนานะคะ เราจะเก็บไว้ในส่วนนี้และใช้วิธีการอ้างอิงค่ะ เอกสารที่อยู่ในส่วนนี้ก็เช่น

           * สำเนาใบแสดงผลการเรียน(ทรานสคริป ปพ.1)
           * สำเนาเกียรติบัตรต่าง ๆ (เรียงตาม พ.ศ.)
           * ภาพถ่ายอื่น ๆ มากกว่าที่ใส่ในส่วนของผลงานและกิจกรรม(ประมวลภาพ ใส่ได้เต็มที่)
    
            ที่สำคัญของส่วนนี้คือต้องเรียงเลขหน้าด้วย เวลาที่เราไปใช้อ้างอิงจะได้เรียกใช้ได้อย่างถูกต้อง ... ก็ครบแล้วสำหรับการทำ Portfolio ทั้ง 4 ส่วนนะคะ รีบทำวันนี้จะได้มีเวลาแก้เผื่อผิดพลาดนะคะ