วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ่

ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ่ (Pablo Ruiz Picasso) ผู้ที่มีผลงานภาพวาด ชื่อ Garcon a la Pipe เป็นภาพวาดเด็กชายถือไปป์และมีมงกุฎดอกไม้ประดับไว้บนศรีษะ ซึ่งมีราคาแพงเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 106,910,000  ดอลล่าร์สหรัฐ  ปิกัสโซ่ วาดภาพนี้ ขณะที่อาศัยอยู่ที่ Montmartre ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ 1950  ขณะที่เขามีอายุเพียง 24 ปี 

เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1881  ที่เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน เขาเป็นบุตรชายคนโตของ คอโคเซ รุยซ์ อี บลัสโก (Don Jose Ruiz สเปน : Don José Ruiz y Blasco) ซึ่งมีอาชีพเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัยกับมารีอา ปีกัสโซ อี โลเปซ (Maria Picasso Ruiz ; สเปน : María Picasso y López)  
เป็นเด็กที่แปลกกว่าเด็กทั่วไปที่ปกติจะต้องเรียก แม่ เป็นคำพูดแรก  แต่คำแรกของปิกัสโซ่ กลับเป็นคำว่า “piz, piz” ซึ่งมาจากคำว่า “lapiz (ลาปิซ) ซึ่งแปลว่า ดินสอ ในภาษาสเปน
ด้รับของขวัญเป็นจานสีและพู่กันเมื่อเขามีอายุได้เพียง 6 ขวบ  ความเป็นศิลปินฉายแววตั้งแต่เด็กและเด่นชัดอีกครั้งจากความบังเอิญ เมื่อบิดาซึ่งกำลังวาดภาพนกพิราบ ลุกออกจากห้องเพื่อไปทำธุระอะไรบางอย่าง และปิกัสโซ่เข้ามาวาดรูปนั้นแทนจนเสร็จ ยังความประหลาดใจให้กับบิดาเมื่อเขากลับเข้ามาในห้องนั้น เพราะภาพวาดนกพิราบที่ปิกัสโซ่วาดไว้ นอกจากจะสวยงามแล้วก็ยังเต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อีกด้วย
1. Blue Period ค.ศ. 1901-1904 (ยุคสีน้ำเงิน)
2.Rose Period ค.ศ. 1904-1906 (ยุคสีชมพู)
3.African-Influenced Period ค.ศ. 1906 - 1907
 
4.Cubism ค.ศ. 1909 - 1912 (บาศกนิยม)
5.Classicism and surrealism  ค.ศ. 1913 - 1945 (ยุคคลาสสิกและเหนือจริง)
 
6.Later works ค.ศ. 1946- 1973 (ยุคสุดท้าย)
 
        หลังจากฝากผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าไว้มากมายบนโลกใบนี้ ปีกัสโซ่ ก็จากโลกนี้ไปในปี ค.ศ. 1973  ขณะที่เขามีอายุได้ 91 ปี
        ปิกัสโซ่ (Picasso) มีชีวิตที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ตรงที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นจิตรกรเอกตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่  เขามีโอกาสได้ชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง และร่ำรวย ต่างจากจิตรกรคนอื่นๆ ที่มักจะมีชื่อเสียงหลังจากเสียชีวิตไปแล้วและในขณะอยู่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร

vincent van gogh

ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค (ดัตช์เกี่ยวกับเสียงนี้ Vincent Willem van Gogh  )[เชิงอรรถ 1] หรือที่ในไทยรู้จักในชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (30 มีนาคม ค.ศ. 1853 — 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ในลัทธิประทับใจยุคหลัง (post-impressionism) ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะสมัยใหม่ด้วยผลงานที่สีสันสดใสและมีผลกระทบทางอารมณ์ เขามีอาการของโรควิตกกังวลและต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบั้นปลายชีวิต จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยแผลที่ยิงตัวเองเมื่ออายุ 37 ปี
เขาไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังจากเสียชีวิตแล้ว ทุกวันนี้เขานับเป็นหนึ่งในจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งและเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพื้นฐานของศิลปะสมัยใหม่ ฟัน โคค เริ่มวาดรูปเมื่อเขาอายุย่างเข้า 20 ตอนปลาย และผลงานที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของเขาถูกวาดในระยะ 2 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาสร้างผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้นซึ่งประกอบด้วยภาพเขียน 900 ชิ้น ภาพวาดและแบบร่าง 1,100 ชิ้น ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะนวยุคนิยมที่ตามมา ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเขา เช่นภาพเขียนตัวเอง ภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน และดอกทานตะวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและแพงที่สุดในโลก[1]
"ภาพเขียนตัวเอง" โดยฟินเซนต์ ฟัน โคค (1887)
ฟัน โคค ในวัยหนุ่มทำงานในบริษัทค้าขายงานศิลปะ และเดินทางไปมาระหว่างเมืองเดอะเฮก ลอนดอนและปารีส และหลังจากนั้นเปลี่ยนมาสอนหนังสือในอังกฤษ เขามีความใฝ่ฝันจะเป็นศิษยาภิบาล และได้กลายเป็นมิชชันนารีในเขตทำเหมืองแร่ในเบลเยียมตั้งแต่ ค.ศ. 1879 ในช่วงเวลานั้นเขาเริ่มร่างรูปผู้คนในละแวกนั้น และใน ค.ศ. 1885 เขาเขียนรูป "คนกินมันฝรั่ง" (The Potato Eaters) ซึ่งเป็นผลงานสำคัญชิ้นแรกของเขา ในช่วงเวลานั้นส่วนใหญ่เขาใช้โทนสีทึมและไม่มีวี่แววของการใช้สีสดใสที่ทำให้ผลงานในภายหลังของเขาโดดเด่นเลย ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1886 เขาย้ายไปปารีสและได้รู้จักกับลัทธิประทับใจ ภายหลังเขาย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสและประทับใจอากาศอบอุ่นกับแดดแรง ๆ ที่เขาพบที่นั่น ผลงานของเขาก็เริ่มมีสีสันสว่างมากขึ้นและพัฒนาไปในรูปแบบที่มีความเฉพาะตัวและเป็นที่รับรู้เมื่อเขาอยู่ที่เมืองอาร์ลใน ค.ศ. 1888

ตุ๊กตามาทรอชก้า

“ตุ๊กตามาตรีออซคา” (Matryoshka doll) หรือในภาษารัสเซียเรียกว่า Матрёшка кукла เป็นคำเรียกลักษณะของตุ๊กตาซ้อนซ่อนตุ๊กตา เนื่องจากภายในตัวตุ๊กตามาตรีออซคา จะมีตุ๊กตาแบบเดียวกันซ่อนอยู่ด้านใน ซ้อนกันเป็นชั้นๆ  เป็นกลุ่มตุ๊กตาที่สร้างขึ้นเป็นชุด ให้มีหลายๆ ขนาด แต่ละขนาดก็จะค่อยๆ เล็กลงมาเรื่อยๆ และทั้งหมดนี้จะบรรจุไว้ภายในตุ๊กตาตัวที่ใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียว  ส่วนใหญ่ข้างในมักมีอยู่ด้วยกันประมาณ 5 ตัว นับเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมพื้นเมืองของรัสเซีย รวมทั้งยังเป็น “ตุ๊กตาสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พูนสุขของชีวิต” และเป็นของที่ระลึกจากรัสเซียที่รู้จักกันไปทั่วโลก
บางครั้งในภาษารัสเซีย ยังมีผู้เรียกตุ๊กตาชนิดนี้ว่า “ตุ๊กตาบาบัสคา” (Babushka  doll) ซึ่งหมายถึง ตุ๊กตาคุณยาย แต่ทว่าชื่อดังกล่าวนี้ กลับไม่ใคร่มีใครเรียกหากันมากนัก ในขณะเดียวกัน เนื่องจากตุ๊กตามาตรีออซคามีลักษณะคล้ายกับคุณแม่ที่มีลูกๆ ตามมาอีกมากมาย จึงมีคำเรียกในภาษาไทยว่า“ตุ๊กตาแม่ลูกดก”
 ลักษณะของตุ๊กตามาตรีออซคา จะทำมาจากไม้ รูปร่างทรงกระบอก ด้านบนเป็นส่วนศีรษะปลายมน ลำตัวป่องกลาง ส่วนใหญ่แล้ว ตุ๊กตามาตรีออซคาจะไม่มีแขนขายื่นออกมาให้เห็น การสร้างให้เห็นเป็นรูปแขนจึงต้องใช้วิธีการวาด และระบายสีเพิ่มเติมลงไป และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตุ๊กตามาตรีออซคาก็คือ มักจะเป็นรูปของผู้หญิงหน้าตาน่ารัก แต่งกายด้วยชุด ซาราฟาน (Sarafan) ซึ่งเป็นชุดพื้นเมืองประจำชาติของผู้หญิงรัสเซีย  ส่วนบริเวณกลางลำตัวตุ๊กตาจะสามารถเปิดออกได้ เพราะเป็นการสร้างขึ้นมาด้วยการประกบจากไม้ทั้งสองส่วน โดยใช้วิธีบิดเกลียวเปิดตรงส่วนกลางออก  และเมื่อเปิดออกแล้ว ข้างในก็จะมีตุ๊กตามาตรีออซคาในแบบเดียวกัน (แต่มีขนาดที่เล็กกว่า) ซ่อนอยู่ด้านใน  หลังจากนั้น ในทุกๆ ตัวก็จะสามารถบิดเปิดออกได้เช่นเดียวกัน ตัวแล้วตัวเล่า  และในตุ๊กตาตัวสุดท้าย นอกจากจะเป็นตัวที่เล็กที่สุดในกลุ่มแล้ว ตุ๊กตาตัวสุดท้ายนี้จะเป็นตัวทึบตัน และไม่สามารถเปิดออกได้อีก
ประวัติความเป็นมาของตุ๊กตามาตรีออซคา มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า มีบาทหลวงชาวรัสเซียได้นำตุ๊กตาเทพเจ้าญี่ปุ่นมาจากเกาะฮอนชู โดยในตุ๊กตาตัวนั้นมีซ้อนตุ๊กตาตัวอื่นๆ ไว้ภายใน ท่านจึงได้ทดลองสร้างตามแบบอย่างดังกล่าว จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
แต่เรื่องที่มีหลักฐานข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตาของญี่ปุ่นนั้น  ได้แก่เหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ.1890  จิตรกรชาวรัสเซียชื่อว่า เซียเกร์ มาลุยติน (Sergei Maliutin) ได้มีโอกาสเห็นตุ๊กตาไม้แกะสลักจากญี่ปุ่นที่นำมาแสดงนิทรรศการศิลปะในรัสเซีย คือ ตุ๊กตาเทพเจ้า “ฟุกุโระกุจู” (Fukurokuju - 福禄寿) เทพเจ้าแห่งความสุข ผู้เป็น 1 ใน 7 เทพเจ้าแห่งความโชคดี ตามคติความเชื่อแบบญี่ปุ่น เพราะในตัวของตุ๊กตาเทพเจ้าฟุกุโระกุจูนั้น ยังมีกลุ่มตุ๊กตาเทพเจ้าอีก 6 องค์ซ่อนไว้อยู่ภายในเป็นชั้นๆ สร้างความประทับใจและก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้แก่ มาลุยติน เป็นอันมาก จนทำให้เขาได้ร่วมมือกับช่างแกะสลักคือ วาร์ซิลี ซเวซดอซกิน (Vasiliy Zvezdochkin) ช่วยกันออกแบบสร้างตุ๊กตาในแบบฉบับรัสเซีย โดยได้ผสมผสานแนวความคิดการทำศิลปะแกะสลักผลแอ๊ปเปิ้ลไม้ รวมเข้ากับการระบายสีสัน และตกแต่งอย่างสวยงามใน ไข่ฟาเบร์เช่ (Fabergé eggs) หรือไข่อีสเตอร์ ที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามของรัสเซีย

ถนนฝรั่งเศส ลพบุรี




ภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ คือภาพของเส้นทางเดินทางของชาวตะวันตกมาสู่เมืองละโว้ หรือลพบุรีในสมัยอยุธยา จากเมือง Brest ในแคว้น Brittany ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งตะวันออกสุดของฝรั่งเศส มายังประเทศไทย …. และจากไทยเดินทางไปฝรั่งเศส คณะของเจ้าพระยาโกษาบดี (ปาน) หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “เจ้าพระยาโกษาปาน” ก็ใช้เส้นทางเดียวกันนี้ คืออ้อมแหลม Good Hope ของแอฟริกา…. และไปถึงเมือง Brest ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปารีส …. ที่เมือง Brest จึงมีถนนที่เรียกว่า Rue de Siam เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาโกษาปานด้วย เช่นเดียวกับที่ในลพบุรีก็มีถนนฝรั่งเศสเช่นกัน



ภาพการเข้าเฝ้าของราชทูตฝรั่งเศส Chervaria de Chomante ต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช… – ตามตำนานเล่าว่า -… de Chomante ไม่ยอมหมอบกราบ และยกพานขึ้นถวาย สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็เลยต้องโน้มพระองค์ลงมารับจากทางหน้าต่าง

ส่วนภาพนี้เป็นภาพของคณะเจ้าพระยาโกษาปาน เมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งก็มีการหมอบกราบเพื่อทำความเคารพตามธรรมเนียมไทย ห้องที่เข้าเฝ้าดังที่เห็นในภาพ คือ La Galerie des Glaces (Hall of Mirrors) ในพระราชวัง Versailles …… จะเห็นว่ามี 3 คน ครบองค์ประกอบของคณะทูตมาตรฐาน คือ อุปทูต ราชทูต และตรีทูต ….คือ ออกหลวงกัลยาณไมตรี เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และขุนศรีวิศาลวาจา ตามลำดับ…..- ว่ากันว่า – เนื่องจากคนฝรั่งเศสสมัยก่อนนั้นยังไม่คุ้นเคยกับชาวตะวันออกเท่าไหร่ ทำให้เห็นคณะฯ เป็นของแปลก ถึงกับมีการทอผ้าลายคณะของเจ้าพระยาโกษาปานกันเลยทีเดียว … – การแต่งกายของคณะเจ้าพระยาโกษาปาน  – จะเห็นว่าไม่ค่อยจะไทยแท้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซีย
อ่านต่อได้ที่ http://jeenina.com/2013/06/26/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2-2/ 

time square,New york

ไทม์สแควร์ (อังกฤษTimes Square) เป็นจุดตัดสำคัญของถนนใน แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก โดยเป็นจุดตัดของถนนบรอดเวย์ กับ ถนนเซเวนท์ เอเวนิว อีกทั้งยังเป็นจุดที่อยู่ระหว่าง ถนนเวสต์ โฟตี เซเคอนด์ สตรีท กับ ถนนเวสต์ โฟตี เซเวนท์ สตรีท ซึ่งไทม์สแควร์ทอดตัวยาวอยู่บนพื้นที่ในบล็อกระหว่างถนนซิกท์ เอเวนิว กับ ถนนเอกท์ เอเวนิว ในความยาวแนวตะวันออก - ตะวันตก และอยู่บนพื้นที่ระหว่างถนนเวสต์ โฟตีท์ สตรีท กับ ถนนเวสต์ ฟิฟท์ตี เทิร์ด สตรีท ในแนวเหนือ - ใต้ โดยไทมสแควร์เองได้กลายเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งบนฝั่งตะวันตกของย่านธุรกิจการค้าในเขตมิดทาวน์ แมนฮัตตัน
เดิมทีในอดีตไทม์สแควร์มีชื่อว่า ลองแกร์ สแควร์ โดยภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ไทม์สแควร์ ภายหลังจากที่ได้มีการก่อสร้างตึกไทม์ (ปัจจุบัน:ตึกวันไทม์สแควร์) แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1904 ไทม์สแควร์ได้กลายสถานะเป็นสถานที่ที่สำคัญของโลกและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผลมาจากที่ไทม์สแควร์เป็นสถานที่ที่ดูทันสมัย ล้ำยุค เพราะมีจอโฆษณาขนาดใหญ่มากมายติดอยู่ตามบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ไทม์สแควร์ ยังเป็นจุดปลายสุดทางฝั่งตะวันออกของ ลินคอล์น ไฮเวย์ หรือ ทางหลวงลินคอล์น อันเป็นทางหลวงสายแรกที่ตัดผ่านสหรัฐอเมริกา

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

il y a 28 pays dans l'Union Européenne.
           Drapeau de l'Union européenne - EuropeDrapeau de l'Union européenne - EuropeDrapeau de l'Union européenne - EuropeDrapeau de l'Union européenne - EuropeDrapeau de l'Union européenne - Europe


1.Autriche (1995)

Vienne
Euro
2.Belgique (1958)

Bruxelles
Euro
3.Bulgarie (2007)

Sofia
Lev
4.Chypre (2004)

Nicosie
Livre chypriote

5.Croatie (2013)


Zagreb

    Kuna croate




Prague

Couronne tchèque

7.Danemark (1973)

               Copenhague
Couronne danoise

8.Estonie (2004)

Tallinn
Couronne estonienne
9.Finlande (1995)

Helsinki
Euro
10.France (1958)

Paris
Euro
11.Allemagne (1958)

Berlin
Euro
12.Grèce (1981)

Athènes
Euro
13.Hongrie (2004)
14.Irlande (1973)

Budapest
Dublin

Forint
Euro

15.Italie (1958)

Rome
Euro
16.Lettonie (2004)

Riga
Lats
17.Lituanie (2004)

Vilnius
Litas
18.Luxembourg (1958)

Luxembourg
Euro
19.Malte (2004)

La Valette

Lire maltaise

20.Pays-Bas (1958)

Amsterdam
Euro
21.Pologne (2004)

Varsovie
Aloty
22.Portugal (1986)

Lisbonne
Euro
23.Roumanie (2007)

Bucarest

Leu

24.Slovaquie (2004)

Bratislava
Couronne slovaque
25.Slovénie (2004)

Ljubljana
Euro
26.Espagne (1986)

Madrid
Euro
27.Suède (1995)

Stockholm
Couronne suédoise
28.Royaume-Uni (1973)



Londres

Livre sterling