วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

แซ็งต์-ชาแปล

แซ็งต์-ชาแปล (ฝรั่งเศส: La Sainte-Chapelle, อังกฤษ: The Holy Chapel) เป็นโบสถ์น้อยของนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่กรุงปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นสิ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมกอทิก แซ็งต์-ชาแปลอาจจะถือกันว่าเป็นงานชิ้นที่งดงามที่สุดของสถาปัตยกรรมแรยอน็องซึ่งเป็นสมัยหนึ่งของสถาปัตยกรรมกอทิก

สิ่งที่เด่นที่สุดของแซ็งต์-ชาแปลคือหน้าต่างประดับกระจกสีที่แคบและสูงและตกแต่งด้วยกระจกที่เป็นสีแพรวพราว หน้าต่างกุหลาบมาเพิ่มเติมบนชั้นบนของชาเปลภายหลังในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ชาเปลที่เห็นในปัจจุบันเป็นงานที่สร้างใหม่ แต่สองในสามของหน้าต่างประดับกระจกสีเป็นหน้าต่างดั้งเดิม ชาเปลได้รับความเสียหายอย่างหนักในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อยอดและเบญจาถูกรื้อ และเรลิกกระจัดกระจายหายไป ยังคงเหลืออยู่แต่ “เรลิกแห่งแซ็งต์-ชาแปล” ที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส
แต่หีบเก็บวัตถุมงคลที่รวมทั้ง “grande châsse” ถูกหลอม แซ็งต์-ชาแปลถูกเวนคืนเป็นหอเอกสารในปี ค.ศ. 1803 หน้าต่างยาวสองเมตรต้องถูกรื้อออกเพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้มากขึ้นงานบูรณปฏิสังขรณ์ที่ได้รับการบันทึกอย่างถี่ถ้วนทำโดยเออแฌน วียอแล-เลอ-ดุกในปี ค.ศ. 1855 ถือกันโดยผู้ร่วมสมัยว่าเป็นงานบูรณปฏิสังขรณ์ชั้นเยี่ยมและเที่ยงตรงต่อภาพวาดและคำบรรยายดั้งเดิมของชาเปลที่ยังหลงเหลืออยู่
แซ็งต์-ชาแปลมีฐานะเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1862

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ส่วนประกอบที่สำคัญของแฟ้มสะสมผลงาน

    ส่วนประกอบของ Portfolio    

           การทำ Portfolio ไม่ใช่ว่ามีอะไรเราก็จับยัด ๆ ใส่ไปนะคะ หนาแต่ไม่มีคุณภาพก็สู้แบบบาง ๆ แต่ข้างในเจ๋งไม่ได้ค่ะ การ Portfolio ก็จะมีส่วนประกอบอยู่ 4 ส่วน คือส่วนของประวัติส่วนตัว, ส่วนของผลงานที่ผ่านมา, ส่วนของกิจกรรมที่ทำ และ ภาคผนวก ค่ะ แต่ละส่วนจะต้องเขียนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ


  ส่วนที่ 1 ประวัติส่วนตัว

          ถ้าเทียบแล้วพี่แป้งคิดว่าส่วนแรกเป็นส่วนเรียกน้ำย่อย แต่ไม่ใช่น้ำย่อยธรรมดานะคะ เป็นน้ำย่อยที่มีปริมาณมากพอที่จะย่อยอาหารจากหลักเราได้อย่างสวยงามเลยล่ะค่ะ ส่วนของประวัติส่วนตัวนั้นเป็นส่วนที่อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ทราบข้อมูลของเราแบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะไปถึงผลการเรียนหรือกิจกรรมที่ทำ เหมือนเป็นการแนะนำตัวเองอีกทางนึงค่ะ โดยส่วนแรกของ Portfolio จะมีส่วนประกอบดังนี้คือ

--> หน้าปก : การออกแบบหน้าปกมีโจทย์ง่าย ๆ สั้น ๆ นิดเดียวเลยคือ "ทำยังไงก็ได้ให้อาจารย์สอบสัมภาษณ์อยากหยิบขึ้นมาอ่าน" .... ไม่ง่ายเลยสินะ T_T เอาาแบบสะดุดตาเลยค่ะ แต่ไม่เอาแบบเอารูปตัวเองใส่ชุดนอน เปิดอก หรือ ใส่กางเกงขาดขึ้นปกนะคะ อันนั้นดึงดูดในทางที่ไม่ดีเลย ฮ่า ๆ หน้าปกที่ดีควรที่จะมีรูปของเรา ชื่อ นามสกุล โรงเรียน สายการเรียน ประกาศตัวเองให้ชัดเจนไปเลยค่ะ นอกจากอาจารย์จะเห็นภาพแล้วจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานเราด้วย

--> ปกใน : ปกในก็คือหน้าปกแผ่นแรกนั่นแหละค่ะ แต่เป็นเวอร์ชั่น Copy แผ่นแรกอาจจะเป็นกระดาษแข็งหรือกระดาษหอมนิด ๆ แต่ปกในเป็นแค่กระดาษ A4 ธรรมดาก็พอค่ะ

--> ประวัติส่วนตัว : เป็นส่วนที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเราค่ะ ในส่วนนี้เป็นส่วนเนื้อหา เราสามารถทำเป็นแบบ 2 ภาษาได้ค่ะ คือ แบบภาษาไทย และ แบบภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะแสดงให้อาจารย์ท่านเห็นว่าเรามีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษกับ Portfolio ได้ค่ะ อันนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แล้วแต่ว่าจะทำหรือเปล่า แต่น้อง ๆ ที่เข้าในคณะ/สาขา/สถาบันที่เน้นภาษาอังกฤษส่วนนี้จะช่วยโกยคะแนนมากมายเลยค่ะ ทั้งคะแนนความประทับใจจากอาจารย์และคะแนนทักษาะการใช้ภาษา ในส่วนของประวัติส่วนตัวต้องประกอบไปด้วย
        * ชื่อ-นามสกุล ชื่อเล่น วันเดือนปีเกิด อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา จำนวนพี่น้อง
        * จบ/กำลังศึกษาอยู่ที่... ระดับชั้น... สายการเรียน...
        * ที่อยู่ทั้งที่อยู่ปัจจุบัน(ที่ติดต่อสะดวก) และ ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ถ้าที่เดียวกัน
           ก็เขียนครั้งเดียวพอค่ะ
        * ชื่อบิดา-มารดา อายุ สถานที่ทำงาน และเบอร์ที่สามารถติดต่อได้ และ ชื่อพี่น้อง(ถ้ามี)
        * ประวัติการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม แต่ละช่วงชั้นเรียนที่ไหน ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่
           แบ่งเป็นช่วง อ.1-3, ป.1-3, ป.4-6, ม.1-3 และ ม.4-6 ค่ะ (ทำเป็นตารางจะเห็นชัดเจน
           กว่านะคะ) มีหลักฐานอ้างอิงคือในแสดงผลการเรียนหรือทรานสคริป ให้ใส่ในส่วนของ
           ภาคผนวกค่ะ
        * ประวัติการศึกษาดูงาน / เข้าค่าย ถ้ามีการเข้าค่ายหรือได้ไปทัศนศึกษาที่ไหน
           ช่วงไหนบ้าง ก็สามารถใส่ลงไปได้ค่ะ ที่สำคัญถ้าใส่สิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย
           จะเป็นอะไรที่เพอร์เฟคมากเลยค่ะ
        * เกียรติประวัติทางด้านการศึกษา / ด้านพฤติกรรม เช่น การประกวดเรียงความ
           ภาษาไทย เกียรติบัตรรางวัลต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาการ ทำเป็นตารางและแนบเอกสาร
           ไปในภาคผนวกค่ะ แยกออกเป็นด้านต่าง ๆ นะคะ(1 ตารางต่อ 1 ด้าน)
           อาจารย์สอบสัมภาษณ์จะได้ไม่สับสน (***เราจะกล่าวด้านหลังว่า อ้างอิงภาคผนวก
              เอกสารหน้าที่ ....)

        * กิจกรรมภายในโรงเรียน/ภายนอกโรงเรียน/กิจกรรมเพื่อส่วนรวม ทำเป็นตารางหรือ
          ทำเป็นลิสต์แต่ละข้อก็ได้ค่ะ จะไม่มีก็ได้ค่ะ

  ส่วนที่ 2 ผลงาน + คำนิยม

           ส่วนที่ 2 นี้เป็นการดึงเอาผลงานเด่น ๆ ของเรามาใส่ค่ะ ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนหัวใจของการทำ Portfolio เลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นส่วนที่เราจะเสนอว่าเรามีความสามารถมากเพียงไหน อาจารย์สอบสัมภาษณ์บางท่านอาจจะเปิดผ่านในส่วนของประวัติส่วนตัวเราไปเลยก็ได้ค่ะ อย่าน้อยใจไปนะคะ แต่พี่แป้งรับรองเลยว่าไม่มีอาจารย์ท่านไหนที่มองข้ามในส่วนของผลงานนี้ไปแน่ ๆ ค่ะ
           ส่วนผลงานนี้ต่างจากส่วนที่ 1 นะคะ ในส่วนที่ 1 เราจะบอกว่าเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีผลงาน เกียรติบัตรอะไรบ้าง แต่ในส่วนที่ 2 ส่วนผลงานนี้จะดึงเอาแต่ผลงานที่เด่น ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เอาที่เด่นและคิดว่าเกี่ยวข้องกับ คณะ/สาขา ที่เราเข้ามากที่สุด ถ้าคิดว่าไม่เกี่ยวข้องก็เอาที่โดดเด่นมากที่สุด ถ้ามีเยอะก็เอามาแค่ 2-3 ผลงานก็พอค่ะ แต่ต้องเด่นและเจ๋งจริงนะคะ  และเกียรติบัตรที่รับรองเราก็สามารถอ้างอิงได้จากภาคผนวกค่ะ

           ในส่วนผลงานนี้ควรมีทั้งคำบรรยายและภาพประกอบค่ะ ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาพที่ปริ้นออกมาเลยค่ะ ไม่ควรใช้เป็นรูปแปะลงกระดาษ เพราะว่าจะทำให้ Portfolio ของเราหนาแลดูไม่สวยงามค่ะ แล้วถ้าเป็นไปได้ควรเป็นภาพสีเพื่อความสวยงาม แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรนะคะ คือถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อาจารย์ท่านดูความตั้งใจของเราก่อนดูที่ผลงานนะคะ ในส่วนของคำบรรยายเราควรบรรยายว่าผลงานนั้น ๆ เราทำที่ไหน เมื่อไหร่ ทำหน้าที่อะไร และได้อะไรจากการทำผลงานนั้น ๆ ด้วยค่ะ รูปถาพไม่จำเป็นต้องเป็นภาพเดียวนะคะ หลาย ๆ ภาพประกอบได้ แต่ใน 1 ผลงาน ไม่ควรที่จะเกิน 5 รูปค่ะ เพราะมันจะเยอะและรกเกินไป เลือกภาพที่เด็ด ๆ นะคะ

            ในส่วนของคำนิยม น้อง ๆ อาจจะ งง ว่า คำนิยม คืออะไร?? คำนิยมก็คือคำที่อาจารย์ได้เขียนถึงเราในเรื่องของนิสัย ความประพฤติ กิจกรรม ผลงาน  ในส่วนนี้ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ถ้ามีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ค่ะ คำนิยมจะเป็นแบบพิมพ์หรือเขียนก็ได้ค่ะ สำคัญตรงที่ต้องมีลายเซ็นต์รับรองจากอาจารย์ผู้เขียนเท่านั้นเอง จะมีอาจารย์ที่เขียนคำนิยมมากว่า 1 ท่านก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ประจำวิชา ครูใหญ่ ผอ. ได้หมดเลยค่ะ ในส่วนนี้ต้องทำเรื่องขอกันสักหน่อยนะคะ ถ้าใครที่ไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ ข้ามไปทำในส่วนที่ 3 ได้เลย


  ส่วนที่ 3 กิจกรรม

            ส่วนกิจกรรมก็คล้าย ๆ กับผลงานเลยค่ะ แต่จะเป็นกิจกรรมแทน ในส่วนผลงานอาจจะเป็นการประกวด ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน การเล่นกีฬา หรือเกียรติบัตรจากการทำความดี เป็นต้น แต่กิจกรรมจะเน้นไปที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ด้านวิชาการค่ะ เช่น ความสามารถพิเศษต่าง ๆ กิจกรรมกีฬาสี การเป็นประธานรุ่น เป็นประธานเชียร์ งานแสดงตามวันสำคัญต่าง ๆ การเป็นตัวแทนโรงเรียนถือป้ายโรงเรียน เป็นต้นค่ะ ลักษณะการทำก็คล้าย ๆ กับส่วนผลงาน คือมีการบรรยายว่ากิจกรรมนั้นทำที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เรามีส่วนร่วมอะไร และเราได้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้น ๆ ค่ะ

  ส่วนที่ 4 ภาคผนวก

            ส่วนนี้เป็นส่วนที่รวมเอกสารทั้งหมดค่ะ เอกสารหลักฐานนั้นเราจะไม่เอาไปใส่ในตัวของเนื้อหนานะคะ เราจะเก็บไว้ในส่วนนี้และใช้วิธีการอ้างอิงค่ะ เอกสารที่อยู่ในส่วนนี้ก็เช่น

           * สำเนาใบแสดงผลการเรียน(ทรานสคริป ปพ.1)
           * สำเนาเกียรติบัตรต่าง ๆ (เรียงตาม พ.ศ.)
           * ภาพถ่ายอื่น ๆ มากกว่าที่ใส่ในส่วนของผลงานและกิจกรรม(ประมวลภาพ ใส่ได้เต็มที่)
    
            ที่สำคัญของส่วนนี้คือต้องเรียงเลขหน้าด้วย เวลาที่เราไปใช้อ้างอิงจะได้เรียกใช้ได้อย่างถูกต้อง ... ก็ครบแล้วสำหรับการทำ Portfolio ทั้ง 4 ส่วนนะคะ รีบทำวันนี้จะได้มีเวลาแก้เผื่อผิดพลาดนะคะ

 
 

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เอ็นทรานซ์ 4.0

“เอ็นทรานซ์ 4.0 หรือ เอ็นทรานซ์ 61”

เป็นการสอบระบบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2561 ซึ่งจะเปิดสอบ “พร้อมกันทั่วประเทศ” เพียงครั้งเดียวโดยใช้ข้อสอบกลาง (หากมหาวิทยาลัยไหนจะจัดสอบเองต้องขออนุญาตก่อน) และน้องๆ สามารถนำคะแนนที่ได้มายื่นสมัครเลือกคณะที่ต้องการได้ 4 อันดับ มีสิทธิ์ในการยื่น คะแนนตามระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง

ซึ่งกระบวนการตามระบบคือ

  1. นักเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอบปลายภาคเรียบร้อยแล้ว
  2. เปิดสอบ GAT PAT และ 9 วิชาสามัญ (สอบประมาณช่วงกลางมีนาคม 2561)
  3. นำคะแนนที่ได้ ไปยื่นเลือกคณะที่ต้องการ 4 อันดับ
  4. มหาวิทยาลัยคัดเลือกนักศึกษา ส่งชื่อเข้าระบบเคลียริ่ง #เคลียริ่งรอบที่1
  5. เปิดให้นักเรียนที่ไม่ติดคณะที่ต้องการ ในรอบแรก ยื่นคะแนนรอบที่2
  6. นักเรียนผ่านการคัดเลือก #เคลียริ่งรอบ2
ซึ่งระหว่างที่มีการสอบ ยื่นคะแนน และมหาวิทยาลัยทำการคัดเลือกอยู่นั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการจะไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเปิดสอบรับตรงใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อลดปัญหาเด็กต้องวิ่งสอบหลายสนาม รวมถึงลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หากน้องๆ คือนักเรียนที่จะจบการศึกษาและเข้าสอบระบบเอนทรานซ์ 4.0 อย่าเพิ่งตกใจหรือหวั่นไหวกับระบบเอนทรานซ์ 4.0 มากไปเพราะ ระบบการสอบเปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าการสอบจะลดน้อยลง แต่เป็นเพียง “การเลื่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกไป” จากเดิมต้องสอบช่วงเทอม2ของม. 6 เปลี่ยนเป็นสอบหลังจากจบม. 6

เมื่อระบบเปลี่ยน เราจะปรับตัวกันอย่างไรล่ะ?

ลองดู 6 สเต็ป แรกเริ่มรับมือเอนทรานซ์ 4.0 กันก่อนดีกว่าแล้วจะรู้ว่า “ยากเกินกว่าความพยายามของเรา ไม่มีจริง!”
  1. วางแผนการอ่านหนังสือให้ดี เพราะการสอบเอนทรานซ์ 4.0 ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น แต่อย่าชะล่าใจเด็ดขาด เพราะถ้านับวันเวลาตามจริง  เด็ก’61 จะมีเวลาเตรียมตัวสอบเข้า มหาวิทยาลัย นับจากนี้เพียง 1 ปีกว่าๆ เท่านั้น
  1. อัพเดทข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ 
  1. เรื่องเรียนอย่าทิ้ง ทบทวน ทำคะแนนสอบในรั้วโรงเรียน ซิวเกรดสวยๆ มาครอบครองไว้ก่อน
  1. อย่าลืมค้นหาสถิติคะแนน คณะที่ตัวเองชื่นชอบมาตั้งเป็นมาตรฐานให้ตัวเองไว้ จะได้รู้ว่าเราต้องทำคะแนนสอบมากเท่าไหร่ ถึงมีโอกาสได้เข้าเรียนคณะที่ใฝ่ฝัน ในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ
  1. ระบบเปลี่ยนไปแต่การสอบยังมีเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือความพยายามของเราต้องx2 เพราะการสอบเอนทรานซ์ 4.0 “สอบครั้งเดียว” ไม่มีโอกาสแก้ตัวนะจ๊ะ!
  1. หมั่นหาสนามจำลอง เช่น การสอบ Mock Exam สนามสอบจำลอง ที่ให้น้องๆ ได้ทดลอง ทำข้อสอบระดับมาตรฐานภายในเวลาจำกัดได้คะแนนผลสอบจริง แถมได้สัมผัสบรรยากาศการสอบที่เหมือนการสอบจริงสุดๆ ฯลฯ การทดลองสอบบ่อยครั้ง จะช่วยให้น้องๆ ได้ทบทวนความรู้วัดความสามารถของตัวเอง และเป็นการฝึกใจให้พร้อมรับกับความกดดันขณะสอบจริงอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

7 มิวเซียมจิ๋วแต่แจ๋วในกรุงเทพฯ สำหรับคนเบื่อห้าง

1. บ้านปาร์คนายเลิศ
 
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบบ้านเก่ามากๆ ชอบเฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิค ชอบข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ พอได้ยินข่าวว่าบ้านปาร์คนายเลิศเปิดให้เข้าชม เราจึงมุ่งตรงไปทันที! เจ้าของบ้านเรือนไม้สักอายุกว่า 100 ปีแห่งนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระยาภักดีนรเศรษฐ (นายเลิศ เศรษฐบุตร) มหาเศรษฐีผู้บุกเบิกกิจการหลายอย่างในประเทศไทย เช่น โรงน้ำแข็ง รถเมล์ เรือเมล์ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนเศรษบุตรบำเพ็ญ
 
 
ไฮไลท์เด็ดของบ้านอยู่ที่ของสะสมนานาชนิดของสมาชิกตระกูลเศรษบุตรกว่า 3 ยุค ไม่ว่าจะเป็น เหรียญและเครื่องราชฯ เครื่องปั้นดินเผาจากบ้านเชียง ภาชนะเครื่องเคลือบจากจีน ของสะสมจากการเดินทางรอบโลก และอื่นๆ อีกมากมาย รับรองว่าคนที่ชอบของเก่าเดินเพลินแน่ๆ และนอกจากนี้รอบนอกตัวบ้านยังมีโรงจอดเรือ ‘สมันเตา’ และ ‘ฆ์ง’ (อ่านว่า คะ-งอ) ซึ่งเป็นเรือที่นายเลิศขับขี่เป็นประจำ รวมทั้งรถเมล์ขาวสายพระโขนง-กษัตริย์ศึก รถเมล์สายแรกๆ ของไทยอีกด้วย
 
บ้านปาร์คนายเลิศ ถ.วิทยุ เวลาทำการ พฤหัสบดี-ศุกร์ นำชมโดยมัคคุเทศก์ 3 รอบต่อวันคือ 11.00 น., 14.00 น. และ 16:00น. โทร. 02-655-4775-6 บัตรราคา 500 บาท

2. พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้
 
ในฐานะคนที่เห็นพวงมาลัยในชีวิตประจำวันจนชินตา เราไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไรนัก แต่พอได้ไปพิพิธภัณธ์วัฒนธรรมดอกไม้ เราถึงได้เข้าใจว่ามีเรื่องราวและความพิถีพิถันซ่อนอยู่ในดอกไม้ที่ร้อยเรียงต่อกันเป็นเส้นสาย ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไง เราอยากแนะนำให้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมบนถนนสามเสน ซึ่งก่อตั้งโดย สกุล อินทกุล นักจัดดอกไม้ชื่อดังผู้เคยฝากฝีมือไว้ในงานอันทรงเกียรติอย่างงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อพ.ศ. 2549  ภายในบ้านไม้สักโบราณอายุกว่า 100 ปีแบ่งเป็น 6 ห้อง จัดแสดงงานฝีมือจากดอกไม้ทั้งของไทยและต่างชาติ เช่น อินเดีย ญีปุ่น และจีน
 
 
เมื่อดูเสร็จ อย่าลืมพักจิบชาที่ Dok Mai Thai Salon du Thé  ความพิเศษคือชาแต่ละชนิดได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางรอบโลกของคุณสกุล เช่น Turkish Promegranate Cinnamon Tea และ Kashmiri Spiced Milk Tea หรือจะเลือกสั่งเป็นเซ็ตก็จะได้ขนมไทยมาทานเล่นคู่กับชา นอกจากนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ยังจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับดอกไม้อยู่เป็นประจำ เช่น ม่านมาลัยดอกไม้ มาลัยแขก กระทง เช็ควันเวลาเวิร์กช็อปได้ที่หน้าเพจ Museum of Floral Culture
 
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ถ.สามเสน ซอย 28 เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. โทร.02-669-3633 บัตรผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 75 บาท

3. พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ
 
เราเชื่อว่าตอนเด็กๆ ทุกคนต้องเคยเล่นเก็บเปลือกหอยที่ริมชายหาดกันทั้งนั้น ถ้าใครอยากเดินทางย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กตัวน้อยในชุดว่ายน้ำและอุปกรณ์ขุดทราย เราอยากแนะนำให้ไปพิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ ซึ่งรวบรวมเปลือกหอยสวยงามจากทั่วโลกรวมถึง 624 ชนิด ราว 10,000 ตัวบนอาคาร 3 ชั้นริมถนนสีลม ไฮไลท์เด็ดที่ต้องไปดูคือ เปลือกหอยมีเสือยักษ์จากประเทศอินโดนีเซียซึ่งหนักกว่า 300 กิโลกรัม! ฟอซซิลแอมโมไนต์อายุมากกว่า 100 ปีจากประเทศเยอรมัน และเปลือกหอยทากมรกตซึ่งสูญพันธ์ไปแล้วส่งตรงมาจากเกาะปาปัว ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้นะ
 
 
พิพิธภัณฑ์หอยกรุงเทพฯ 1043-1043/1 ซอยสีลม 23 เวลาทำการ ทุกวัน 10.00-18.30 น. โทร.02-234-0291 บัตรผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก/นักเรียนนักศึกษา (แสดงบัตร) 50 บาท
4. พิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
เห็นคำว่าเครื่องถ้วยแล้วหลายคนอาจจะถอนหายใจ คิดไปถึงเรื่องราวน่าเบื่อในชั้นเรียนประวัติศาสตร์ แต่ต่อให้เป็นคนที่ไม่อินกับเครื่องปั้นดินเผา เราก็ยังอยากแนะนำให้ไปพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะประสบการณ์การเดินเข้าไปในอาคารที่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดินห่างไกลจากคำว่าน่าเบื่อไปมากโข! และภายในก็จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาโบราณทั้งที่ผลิตในไทยและในต่างประเทศ ซึ่งอาจารย์สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นผู้เก็บสะสมไว้ จุดที่เราประทับใจมากๆ คือที่นี่มีโซน ‘หยิบฉัน สัมผัสฉัน’ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ใช้มือสัมผัสเครื่องปั้นดินเผาโบราณแบบไม่มีหวง แต่ยังไงก็ต้องระมัดระวังนะ! พิพิธภัณฑ์อาจจะเล็กหน่อย แต่เราว่าคุ้ม!
 
 
พิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ถ.พหลโยธิน เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 09.00-16.00 น. โทร.02-902-0299 ต่อ 2890

5. บ้านหมอหวาน
 
เด็กๆ รุ่นเราอาจไม่คุ้นเคยกับยาหอมซักเท่าไหร่ ใกล้เคียงที่สุดก็คงเคยเห็นปู่ย่าตายายชงน้ำกิน แต่รู้ไหมว่าสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นผงๆ อะไรไม่รู้นั่นคือสมุนไพรชั้นดีที่ช่วยบำรุงร่างกายได้นะ บ้านหมอหวานเป็นผลผลิตจากความตั้งใจที่จะ ‘บำรุงชาติสาสนายาไทย’ ของนายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนโบราณซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5-8 หมอหวานมุ่งมั่นจะสืบทอดแพทย์แผนไทยเอาไว้ สวนกระแสสังคมในยุคหลังพ.ศ. 2466 (หลังมีพระราชบัญญัติการแพทย์ฉบับแรก) ที่ผู้คนคนหันไปพึ่งแพทย์แผนตะวันตกจนวิชาแพทย์แผนไทยเกือบสูญหาย
 
 
ปัจจุบันบ้านบ้านสไตล์โคโลเนียลแห่งนี้เปิดประตูต้อนรับผู้ที่มาซื้อยาหอม รวมทั้งผู้ที่สนใจเข้าชมอุปกรณ์ปรุงยาแบบโบราณและขวดยาเก่าๆ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ถ้าไปแล้วอย่าลืมซื้อยาหอมสูตรโบราณฝากญาติผู้ใหญ่ด้วยล่ะ หรือจะซื้อมากินเองก็ไม่ผิดนะ ลองเลือกจาก 4 สูตรเด็ด สุรามฤทธิ์ อินทรโอสถ ประจักร์ หรือสว่างภพ (575-2,565/กล่อง) ได้เลย
 
บ้านหมอหวาน 9 ซอยเทศา ถ.บำรุงเมือง เวลาทำการ ทุกวัน 09.00-17.00 น. โทร. 02-221-8070 ไม่มีค่าเข้าชม

6. บ้านพิพิธภัณฑ์
 
เราชอบสโลแกน ‘เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า’ ของบ้านพิพิธภัณฑ์มาก เพราะมันกำลังบอกเราให้ดูแลรักษาของดีๆ จะได้เอาไว้ให้ลูกหลานดูเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน รวมทั้งตัวเราเองยามแก่ตัวไปจะได้รำลึกถึงวันเก่าๆ ด้วย เอนก นาวิกมูล นักเขียนและนักวิชาการคนสำคัญของไทย เป็นผู้ก่อตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ขึ้นโดยรวบรวมของใช้ในชีวิตประจำวันจากยุคตั้งแต่ 40-50 ปีก่อน ทั้งของตัวเองและเพื่อนๆ มาจัดแสดงในอาคาร 3 ชั้นซึ่งเป็นเสมือนไทม์แมชชีนที่จะพาเราข้ามเวลาไปในอีกยุคหนึ่งที่นี่มีของน่าสนใจเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ตู้ เตียงป้ายโฆษณา แก้วน้ำ หนังสือเรียน ของเล่น ของแถม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยมีกิมมิคการจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ เช่น ร้านขายยา โรงหนัง ร้านทำฟัน ห้องเรียน ร้านกาแฟ เด็กวัยรุ่นอาจจะทันแค่บางอย่าง แต่ถ้าผู้ใหญ่เดินเข้าไปก็ต้องมีนอสตาลเจียคิดถึงวัยเด็กกันบ้างแหละน่า
 
บ้านพิพิธภัณฑ์ 170/17 หมู่ 17 ถ.ศาลาธรรมสพน์ ซอย 3 เวลาทำการ เสาร์-อาทิตย์ 10.00-17.00 น. บัตรผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 10 บาท

 
ย้อนไปเมื่อประมาณ 85 ปีที่แล้วอาคารสีเหลืองบริเวณหัวมุมแยกเสือป่า คลินิกเล็กๆ ชื่อห้างขายยาเบอร์ลิน ได้เปิดรักษาชาวบ้านเป็นครั้งแรกโดยนายแพทย์ชัย ไชยนุวัติ ผู้ที่ต่อมาก่อตั้งบริษัทยาชั้นนำของไทยอย่าง เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอล วันนี้บริเวณชั้นล่างของตึกหลังเดิมได้ถูกเปลี่ยนให้เป็น พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลินที่หลายคนกำลังพูดถึง
 
 
นอกจากจะบอกเรื่องราวประวัติศาสตร์ยาแผนตะวันตกในไทยแล้ว พิพิธภัณฑ์ยังได้จำลองหน้าตาของห้องรักษาคนไข้ในในสมัยจากความทรงจำของหลายๆ คนที่เคยแวะเวียนมารักษากับหมอชัยตัวจริง ส่วนในมุมปรุงยาเราจะได้เห็นหน้าตาของขวดและฉลากยาในสมัยก่อนไล่มาจนถึงปัจจุบัน เราว่าเป็นอีกจุดที่น่าแวะไปถ้าใครกำลังจัดทริปทัวร์ไชน่าทาวน์ เพราะที่ตั้งเองก็ไม่ไกลจากวัดเล่งเน่ยยี่และเยาวราชเลย จอดรถที่โรงพยาบาลกลางแล้วเดินไปก็สะดวกนะ
 
พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลิน แยกเสือป่าตัดกับถนนเจริญกรุง เปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร เวลา 9.00-17.00น. โทร. 02-225-4700 fb.com/BerlinPharmaceuticalMuseumBangkok
 

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

คำศัพท์ยอดฮิตที่ใช้ผิดบ่อย !!


        
       1. Fitness : เข้าฟิตเนส
       
       “วันนี้ว่างๆ ไปเข้าฟิตเนสกันไหม?” คนไทยมักเข้าใจผิดว่า “ฟิตเนส” คือสถานที่ออกกำลังกาย ถ้าเผลอไปถามฝรั่งว่า คุณไปฟิตเนสที่ไหน? รับรองได้ว่าต้องมีงง เพราะความจริงแล้วคำว่า “Fitness” ในความหมายที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติทั่วไปเข้าใจคือ แปลว่า “สมรรถภาพของร่างกาย” ไม่ใช่สถานที่ออกกำลังกายอย่างที่เราเข้าใจ และถ้าจะสื่อความหมายของสถานที่ต้องใช้คำว่า “Fitness center” หรือใช้คำว่า “gym” เช่น I’m going to the gym. จะดีกว่า 
       
       2. In trend : อินเทรน
       
       ศัพท์ฮิตอีกหนึ่งคำที่มักได้ยินวัยรุ่นใช้บ่อยๆ นั่นก็คือ “อินเทรน” ตามรายการวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ ก็มันจะใช้คำนี้กล่าวถึงวัยรุ่นในปัจจุบันว่า “ทันสมัย” เหลือเกินด้วยคำว่า “in trend”น่าจะมาจากประโยคที่ว่า “It is in trend.” มันทันสมัย แต่สำหรับฝรั่งคำว่า “ทันสมัย” จะไม่ใช้คำว่า “in trend” แต่จะใช้คำว่า “trendy” หรือ “fashionable” เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. 
       
       3. No have : ไม่มี
       
       ถ้าเราจะบอกว่า “ไม่มี” ในภาษาอังกฤษ คนไทยส่วนใหญ่มักจะพูดว่า “No have” ซึ่งแปลตรงตัวว่าไม่มี แต่ในภาษาอังกฤษถ้าจะบอกว่า “ไม่มี” จะใช้คำว่า “have no” หรือ “I don’t have” เช่น I don’t have any money. หรือ I have no money. ฉันไม่มีเงินเลย แต่สำหรับคำว่า “no have” ที่คนไทยมักใช้กันนั้น ในภาษาอังกฤษไม่มีคำนี้ 
       
       4. Out of order : หมด
       
       คำที่คนไทยมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ อีกหนึ่งคำที่จะสื่อความหมายว่า “สินค้าหมด หรือ หมดสต๊อก” นั่นก็คือ “Out of order” ซึ่งความจริงแล้วคำนี้แปลว่า “ชำรุด ใช้การไม่ได้”ส่วนมากจะพบแปะไว้หน้าห้องน้ำห้องที่ปิดประตู หรือเครื่องหยอดเหรียญต่างๆ ถ้าของหมดก็ให้แปะป้ายไว้ว่า “Sold out”หรือ “run out of ...” ก็ได้ หรือสำนวนที่ว่า “We're all out.” หมายถึง “สินค้าหมด” หรือ “To be out of (something)” ให้ความหมายว่า “หมดสต๊อก” เช่นกัน
       
       5. Stop your mouth : หยุดพูด 
       
       ขอบอกเลยว่าคำนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษ น่าจะเป็นคำว่า “Shut your mouth” มากกว่า หากต้องการให้เพื่อนที่ช่างเม้าท์พูดไม่หยุดของคุณ “หยุดพูด หรือ หุบปาก” จะใช้คำว่า “Shut up” แต่คำนี้จะเป็นคำหยาบในภาษาอังกฤษไม่แนะนำให้ใช้ ถ้าคุยกับเพื่อนให้ใช้ว่า Shut your trap หรือ Shut your neck แต่ถ้าจะให้สุภาพแบบเป็นทางการ ควรใช้คำว่า Please be quiet. หรือ Could you please be quiet?. 
       
       6. Over : โอเวอร์
       
       ถ้าคุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบพูด ชอบทำอะไรเกินจริง ก็มักจะพูดว่า “She is over” หล่อนดูโอเว่อร์ หรือดูเว่อร์มาก ซึ่งประโยคนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษเลยแม้แต่น้อย ฝรั่งจะใช้คำที่สื่อความหมายถึงคนที่ทำอะไรเยอะเกินจริงว่า “exaggerate” เช่น She always exaggerates about her skills. เขาพูดเว่อร์เกี่ยวกับทักษะและความสามารถของเขา 
       
       ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า หล่อนดูโอเว่อร์มาก จะใช้ว่า She is exaggerating. หรือจะบอกว่า “อย่าพูดเว่อร์” ต้องบอกว่า“Don’t exaggerate.” หรือถ้าเพื่อนเราเป็นผู้หญิงที่เยอะมาก แสดงทุกอย่างเกินจริงไปหมด เราจะใช้คำว่า “overreact” เช่น Don't overreact! แปลว่า อย่าเว่อร์ และอีกสองคำที่มีความหมายคล้ายกันคือ Don't overdo it! กับ Don't go overboard with this! 
       
       7. Pretty : พริตตี้สินค้า
       
       ศัพท์คำนี้คงเป็นที่คุ้นหูหนุ่มๆ เป็นอย่างยิ่งเพราะได้ยินที่ไรใจสั่นทุกที หากจะหมายความถึงนางแบบตามงานอีเว้นท์ต่างๆ โดยเฉพาะงาน motor show ความจริงแล้วคำว่า “pretty” ในภาษาอังกฤษ เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แปลว่า น่ารัก หรือ สวยน่ามอง เช่น a pretty girl คือ เด็กผู้หญิงน่ารัก ส่วน She has a pretty face. เธอมีหน้าตาน่ารัก 
       
       แต่สรุปแล้ว “พริตตี้” ที่คนไทยเรียก ผู้หญิงสวยๆ ตามงานอีเว้นท์นั้น ฝรั่งจะเรียกว่า “model” ที่แปลว่า “นางแบบ” เพียงแต่ให้ระบุไปว่าเป็นงานไหน เช่น model(s) at exhibitions คือ นางแบบที่งานนิทรรศการ เป็นต้น
       
       8. American share : ต่างคนต่างจ่าย
       
       คำว่า “American share” ที่คนไทยชอบพูด เพื่อสื่อว่า"ต่างคนต่างจ่ายนะ (ในสถานการณ์ที่เราอยู่ในร้านอาหารหรือต้องจ่ายตังอะไรซักอย่าง)" ที่จะทำให้คนอเมริกันต้องงง!!! แน่นอน เพราะจริงๆ ถ้าจะหมายถึง “ต่างคนต่างจ่าย” เป็นสำนวนภาษาอังกฤษเก๋ๆ ก็ต้องใช้คำว่า Let’s go Dutch. หรือGo Dutch (with somebody). หรือจะใช้ประโยคง่ายๆ เลยว่า You pay for yourself. (จ่ายในส่วนของตัวเองนะ), Let's just pay separately. (แยกกันจ่ายเถอะนะ),หรือ Everyone pays for their own meal. (ทุกคนจ่ายของตัวเองนะ) 
       
       9. Jam : ขอแจมด้วยคน
       
       ในกรณีนี้ “แจม” จะหมายถึง “ขอแจมด้วยคน” ด้วยคน เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า “jam” ในกรณีแบบนี้ ที่ถูกต้องควรจะใช้ว่า“join” หรือ “come with us” เช่น Do you want to join us? หรือ Do you want to come with us? (เธอจะไปกับพวกเราไหม?) จะดีกว่า
       “Jam" นิยมใช้กันมากเหมือนกัน คนดนตรีใช้คำนี้ได้ไม่ผิดกติกา เช่น Jam Session หมายถึงการร่วมเล่นดนตรีร่วมกัน เช่น Vai, Johnson, Gilbert really enjoyed this G3 jam session and they wished to see this again next year. 
       
       10. Back : คนสนับสนุน
       
       “back” คำนี้มีความหมายว่า “หลัง” (อวัยวะ) แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า “แบ็ค” เป็นคำกล่าวถึง คนที่คอยสนับสนุนคนๆ หนึ่งเป็นอย่างดี นั่นก็คือ He has a good back. แต่ฝรั่งคงจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับหลัง และหลังของเขาดีอย่างไร? ดังนั้น ถ้าใช้ให้ถูกต้องใช้คำว่า “a backup” ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้ เช่น He has a good backup. หรือ "support" ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่แปลว่า สนับสนุน นั่นเอง
        
       11. Check bill : เช็คบิล
       
        อีกหนึ่งคำยอดฮิตที่ได้ยินบ่อยๆ "น้องๆ เช็คบิลหน่อย" แต่ความจริงแล้วถ้าเราจะใช้ประโยคว่า “คิดเงินด้วยคะ” คนอังกฤษจะใช้คำว่า “bill (บิล)” เช่น Bill, please. (ขอบิลด้วยครับ) ส่วนคนอเมริกันจะพูดว่า "Check, please." (ขอเช็คด้วยครับ) ซึ่งแปลว่า คิดเงินด้วยครับ/คะ แต่คนไทยมักใช้รวมกันว่า “check bill” ซึ่งผิดควรเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า เช่น
       
       Can we get the check/bill, please? (เก็บตังหน่อยครับ)
       Could we have the check/bill, please? (เก็บเงินหน่อยได้มั้ยครับผม) อันนี้เป็นแบบสุภาพ
       
       12. Hi-so : ไฮโซ
       
       คำนี้ ทุกคนเข้าใจว่ามาจาก High Society ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เช่น "คู่นี้เขาเป็นแฟนกันได้อย่างไร? ญาญ่าแต่งตัวไฮโซ ส่วนณเดชแต่งตัวโลโซมาก" เป็นอันว่าคนไทยเข้าใจ แต่เวลาไปสื่อสารกับฝรั่งต่างภาษา ไม่เข้าใจแน่นอน ควรใช้ว่า "Classy" หรือ "Hi-Class" สำหรับการจะบอกว่าใคร ดูดีมีระดับจะดีกว่า
       
       13.Mansion : ห้องพัก
       
       เวลาฝรั่งถามคนไทยว่าพักอยู่ที่ไหน คนไทยบางคนชอบบอกว่าอยู่ “แมนชั่น" หรือ "mansion” แปลว่า “คฤหาสน์" ซึ่งก็อาจจะทำให้ฝรั่งบางคนตาค้าง ในความรวยของเรา ดังนั้น Mansion เป็นศัพท์ที่คนไทยเอามาใช้แบบผิดๆ ถึงแม้ว่า หน้าหอพักจะเขียนว่า ‘แมนชั่น’ ก็ตาม คราวหน้าหากมีฝรั่งมาถามอีกก็ให้บอกว่า เราพักอาศัยอยู่ที่ "Flat"หรือ "Apartment" จะดีกว่า
       
       14. Never mind : ไม่เป็นไร
       
        เรามักจะได้ยินคนไทยส่วนใหญ่เวลาจะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” สำหรับภาษาไทยนั้นคำว่า ไม่เป็นไรสามารถใช้ได้ทั้งการมีคนมา “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” เรามักจะตอบว่าไม่เป็นไร แต่ไม่ใช้คำว่า “never mind” เพราะที่ถูกต้องแล้ว “never mind” จะแปลว่า “ช่างมันเถอะ หรือ ลืมมันซะ” ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราอธิบายอะไรสักอย่างให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนก็ดันไม่เข้าใจสักที เราก็เลยบอกเพื่อนไปว่า “never mind” ช่างมันเถอะ เพราะฉันขี้เกียจอธิบายแล้ว
       
        ถ้าเราจะพูดว่า “ไม่เป็นไร” เวลาที่มีคนมาขอบคุณเราต้องพูดว่า You’re welcome (ด้วยความยินดี), My pleasure (ยินดี), Don’t mention it (ไม่เป็นไร) หรือวลีที่ว่า No biggieและ No big deal แปลว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามีคนมาขอโทษแล้วจะบอกว่า “ไม่เป็นไร” เช่น No problem (ไม่มีปัญหา), Don’t worry about it (อย่ากังวล, อย่าคิดมาก) เป็นต้น
       
        ภาษาอังกฤษที่เราใช้แบบผิดๆ ก็มองได้อีกอย่างหนึ่งคือการยืมคำภาษาอื่นมาใช้แต่งเติมคำในภาษาตัวเอง แต่เนื่องด้วยความเคยชินและความเข้าใจแบบผิดๆ นี้เองก็อาจทำให้เรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูกได้ แต่ใช้ได้ในประเทศไทยและกับคนไทยเท่านั้น ถ้าเราต้องการพูดสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ การเข้าใจความหมายตามหลักสากล จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่เกิดความเข้าใจผิดหรือหลงประเด็นเป็นอย่างอื่นได้นั่นเอง.